นักวิจัยจีนพัฒนาโมเดล AI ที่ระบุว่าทำนายความเสี่ยงซึมเศร้าล่วงหน้าได้ถึง 4 ปี จากสัญญาณที่ซ่อนอยู่ในวิธีที่สมองอ่านสีหน้าคนรอบตัว
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซินเจิ้นของจีนเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พวกเขาระบุว่าสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าล่วงหน้าได้นานถึง 4 ปี โดยอาศัยการวิเคราะห์วิธีที่สมองประมวลผลสีหน้าของคนรอบข้าง
- ความแตกต่างในการอ่านอารมณ์ผู้อื่น
- ข้อมูลจากการติดตามวัยรุ่นยุโรปนานหลายปี
- ข้อจำกัดที่ยังต้องพิจารณา
งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เมื่อเดือนนี้
โจทย์ที่ทีมวิจัยพยายามตอบคือโรคซึมเศร้า หรือ Major Depressive Disorder ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนมากกว่า 332 ล้านคนทั่วโลกตามข้อมูลที่ทีมวิจัยอ้างอิง และขึ้นชื่อว่าเป็นโรคที่รักษาได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ ความสามารถในการคาดการณ์ความเสี่ยงเพื่อวางมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าจึงอาจเป็นประโยชน์อย่างมากต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทีมวิจัยต้องการไปให้ถึง
ความแตกต่างในการอ่านอารมณ์ผู้อื่น
จุดตั้งต้นของงานวิจัยนี้อยู่ที่ความแตกต่างในการอ่านอารมณ์ผู้อื่น โดยทีมวิจัยจากเซินเจิ้นอธิบายว่า คนที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าจะแยกแยะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จากสีหน้าของคนอื่นได้ไม่ยาก และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เช่น ตอบกลับด้วยความเป็นมิตรเมื่อเห็นรอยยิ้ม
ในทางกลับกัน ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ากลับทำเช่นนั้นได้ยากกว่า และมีแนวโน้มจะคิดไปว่าคนอื่นกำลังโกรธตนอยู่
รายงานวิจัยระบุว่าความบกพร่องในการประมวลผลอารมณ์ถือเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า โดยผู้ที่มีภาวะนี้มักแสดงสัญญาณของการคิดถึงคนอื่นในแง่ร้ายไว้ก่อนเสมอ
หลู่ ฮั่น รองศาสตราจารย์จากคณะปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น ระบุว่าข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงกลไกที่เป็นไปได้ ซึ่งเชื่อมโยงความเปราะบางทางพันธุกรรมเข้ากับการรับรู้อารมณ์ที่เปลี่ยนไป และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในอนาคต
เขาเสริมว่าสิ่งที่ทีมวิจัยนำเสนอคือค่าชี้วัดที่คำนวณได้จากการทำงานของสมอง ซึ่งอาจนำไปใช้ตรวจจับและป้องกันโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ข้อมูลจากการติดตามวัยรุ่นยุโรปนานหลายปี
สำหรับที่มาของข้อมูลนั้น โมเดลนี้สร้างขึ้นจากข้อมูลการทดลองทางคลินิก 2 ชุดที่ศึกษาภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นในหลายประเทศของยุโรป ซึ่งการศึกษาหลักมีชื่อว่า Imagen ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2007 โดยติดตามกลุ่มวัยรุ่นใน 4 ประเทศยุโรป เพื่อสังเกตพัฒนาการของภาวะซึมเศร้าเป็นหลัก
ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้รับการตรวจติดตามเมื่ออายุ 16, 19 และ 23 ปี ทั้งการสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), การตรวจเลือด และการตอบแบบสอบถาม เพื่อประเมินว่ามีภาวะซึมเศร้าหรือไม่
ในระหว่างการสแกนสมองนั้น ผู้เข้าร่วมจะได้ดูภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์โกรธ, มีความสุข และสีหน้าเป็นกลาง โดยทีมของหลู่นำข้อมูลกิจกรรมของสมองมาวิเคราะห์เจาะจง
ผลการวิเคราะห์สรุปว่า ผู้เข้าร่วมที่สมองไม่สามารถแยกแยะอารมณ์บนใบหน้าที่ต่างกันได้ และมีแนวโน้มมองว่าคนอื่นกำลังโกรธ มีโอกาสเผชิญอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในวัยผู้ใหญ่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อค้นพบดังกล่าว ทีมวิจัยจึงสร้างโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกที่จำลองวิธีการประมวลผลข้อมูลภาพของสมอง เพื่อทำนายว่าสมองเข้ารหัสแนวคิดทางอารมณ์ที่เป็นนามธรรมอย่างความโกรธไว้อย่างไร
ทีมวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมวัย 19 ปีที่สมองตอบสนองต่อสีหน้าโดยเอนไปทางอารมณ์หรือความทรงจำด้านลบ คือกลุ่มที่มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากที่สุด
เมื่อนำโมเดลสุดท้ายมาใช้ ทีมวิจัยจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้เข้าร่วมคนใดที่อายุ 19 ปีมีแนวโน้มจะเผชิญภาวะซึมเศร้าเมื่ออายุ 23 ปี ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่สอดคล้องกับข้อมูลการติดตามในช่วงท้ายของการทดลอง
ข้อจำกัดที่ยังต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบชุดที่สองชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่ต้องระวัง โดยหลู่นำตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับผู้เข้าร่วมในการทดลองอีกชุดชื่อ Stratify ซึ่งเปรียบเทียบภาวะซึมเศร้ากับความผิดปกติทางจิตอื่น เช่น การติดสุรา, ภาวะกินไม่หยุด และการใช้สารเสพติด
ผลที่ออกมาพบว่าในกลุ่มวัยรุ่นกว่า 400 คนที่มีภาวะซึมเศร้าในรูปแบบต่างๆ มีเพียงผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยทางคลินิกว่าเป็นโรคซึมเศร้าจำนวน 134 คนเท่านั้นที่ให้ค่าผิดปกติ
ขณะที่ผลของผู้ที่มีอาการอย่างการเสพติด, ภาวะเบื่ออาหาร (Anorexia) และภาวะกินผิดปกติแบบบูลิเมีย (Bulimia) แทบไม่ต่างจากผู้ที่ไม่มีสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตเลย
ข้อค้นพบนี้จึงบ่งชี้ว่าค่าชี้วัดที่พัฒนาขึ้นตอบสนองเฉพาะกับโรคซึมเศร้า แต่ไม่ครอบคลุมภาวะทางจิตใจรูปแบบอื่น
ภาพ : Billion Photos / Shutterstock
อ้างอิง:
ABOUT THE AUTHOR
ถนัดกิจ จันกิเสน
Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ