Cover Image

ระแวงสงสัย ฉันหรือเธอที่ใช้ AI - มติชนสุดสัปดาห์

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

ระแวงสงสัย

ฉันหรือเธอที่ใช้ AI

ในยุคที่เรารู้ว่าใครๆ ก็เข้าถึง AI ได้ ความคิดหนึ่งที่มักจะโผล่ขึ้นมาในหัวอยู่เรื่อยๆ ในช่วงระหว่างวันทำงานก็คือ “คนนี้เขาใช้ AI ทำงานชิ้นนี้มาหรือเปล่านะ”

อย่างเช่น อีเมลติดต่องานที่ได้รับมา เราก็อาจจะคิดว่า “อีเมลนี้ภาษาเป๊ะจัง นี่เขาใช้ AI เขียนหรือเปล่านะ”

หรือระหว่างนั่งฟังพรีเซนเทชั่น “สไลด์หน้านี้ทำเองหรือใช้ AI นะ ถ้าใช้ AI ทำ แปลว่าทั้งพรีเซนเทชั่นนี้เป็นผลงานของ AI หรือเปล่า”

หรือรายงานที่ให้ลูกน้องทำวิเคราะห์มาส่ง “นี่เป็นผลงานของ AI วิเคราะห์ใช่ไหม เขาได้อ่านเองบ้างหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าไม่สนใจจะทำงานจนโยนทุกอย่างเข้าไปให้ AI ทำแทนหมดแล้ว”

คิดแบบนี้เมื่อไหร่ก็พานโกรธและสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีให้คนรอบตัวไปเสียอย่างนั้น โดยที่สิ่งที่คิดก็อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเลยก็ได้

เชื่อว่าความคิดแบบนี้ก็น่าจะเคยเกิดขึ้นกับเราในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มสงสัยว่าการติดต่อสื่อสารที่เห็นตรงหน้าเป็นผลผลิตจาก AI หรือไม่ ก็มักจะตามด้วยความรู้สึกไม่ดีที่นำไปสู่การสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ

อย่างไรก็ตาม เราก็อาจจะลืมนึกไปด้วยซ้ำว่าตัวเราเองก็ใช้ AI ทำงานให้คนอื่นเหมือนกัน และคนอื่นก็อาจจะคิดแบบเดียวกันนี้ก็ได้

Forbes บอกว่า ความรู้สึกว่าคนอื่นใช้ AI มามีปฏิสัมพันธ์กับเรามากกว่าที่เราใช้ AI ทำกับเขาเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นปกติกว่าที่คิด

มีการเก็บข้อมูลออนไลน์โดยให้ผู้ใหญ่จำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนได้ดูสถานการณ์จำลองที่สร้างขึ้นจากการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ผู้คนนิยมใช้ อย่างเช่น Gmail และลองรันสถานการณ์ทั้งในรูปแบบข้อความ เสียง วิดีโอ โดยมีทั้งแบบที่ไม่ใช้ AI เลย แบบใช้ AI เล็กน้อย และใช้ AI เยอะ

จากนั้นก็ถามอาสาสมัคร 2 คำถาม

คำถามแรกคือ หากคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ คุณมีแนวโน้มจะใช้ AI หรือไม่

และอีกคำถามคือ แล้วคุณคิดว่าในสถานการณ์เดียวกันนี้ถ้าเป็นคนอื่นจะใช้ AI ไหม

ผลลัพธ์ที่ได้คือ จากคะแนนเต็ม 100 อาสาสมัครราว 71 เปอร์เซ็นต์บอกว่าถ้าเป็นคนอื่นก็คงใช้ AI แน่ๆ มีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยอมรับว่าถ้าเป็นตัวเองก็คงใช้ AI เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า หากใช้ AI และบอกตรงๆ ว่าใช้ คนส่วนมากจะโอเคมากกว่าแอบใช้แบบเนียนๆ ไม่แจ้งกัน

ความคิดระแวงสงสัยว่าคนอื่นใช้ AI ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเราจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ก็ต้องเริ่มจากไปทำความเข้าใจความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence (EI) ก่อน

EI คือความสามารถในการที่เราจะตระหนักรู้และเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและคนอื่นได้ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน คือ การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการตนเอง การตระหนักรู้ทางสังคม และการจัดการความสัมพันธ์

หากเรามีความรู้ความเข้าใจทางอารมณ์เราก็จะสามารถรับมือกับอารมณ์ของคนอื่นได้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น ถ้าเรามีความเชื่อตั้งต้นไปแล้วว่าคนอื่นใช้ AI ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเราก็จะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อใจเป็นค่าตั้งต้นในทุกความสัมพันธ์

ผลการวิจัยบอกว่า ความเชื่อใจนี่แหละที่จะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราเริ่มด้วยการตั้งคำถามอย่างอัตโนมัติว่า “นี่คือ AI หรือเปล่านะ” ก็จะทำให้เราไม่สามารถไว้ใจใครและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับใครได้เลย

ปรากฏการณ์นี้เข้าข่าย Asymmetric Feedback ที่มาจากการวิจัยโดยให้อาสาสมัครเล่นเกมเศรษฐศาสตร์เกมหนึ่ง อาสาสมัครจะต้องตัดสินใจว่าจะไว้ใจคนแปลกหน้าคนไหนบ้าง

ผลปรากฏว่า อาสาสมัครคาดเดาว่า 52 เปอร์เซ็นต์ของคนแปลกหน้าเหล่านั้นน่าไว้วางใจว่าจะคืนเงินที่ติดค้างไว้ แต่ในความเป็นจริง คนที่ไว้ใจได้มีสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุที่ช่องว่างระหว่างคนที่เราคิดว่าเชื่อใจได้กับคนที่เชื่อใจได้จริงๆ กว้างขนาดนั้นก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า Asymmetric Feedback

หากเราคิดว่าอีกฝ่ายไว้ใจได้และถูกหักหลัง เราก็จะได้รับฟีดแบ็กกลับมาทันทีว่าการให้ความไว้วางใจครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่หากเราไม่ยอมไว้ใจใครเลยตั้งแต่แรก ไม่ให้โอกาสใครได้พิสูจน์ตัวเอง เราก็จะไม่เคยได้รับการฟีดแบ็กกลับมาว่าการไม่ไว้วางใจนั้นเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือเปล่า

สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้สึกว่าการไม่ไว้ใจใครเลยปลอดภัยที่สุด จนทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เชื่อใครอีกต่อไป

วิธีที่จะรับมือกับเรื่องนี้แบบมีความฉลาดทางอารมณ์สามารถทำได้ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน

ขั้นแรก คือรู้เท่าทันตัวเองทันทีที่เราเกิดแวบสงสัยใครขึ้นมา เช่น วินาทีที่เราคิดว่า เอ๊ะ นี่เขาใช้ AI เขียนงานมาให้เราหรือเปล่านะ ก็ให้รู้เท่าทันความคิดตัวเองไว้ก่อน

ตามมาด้วยขั้นที่สอง ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งกับตัวเองและคนอื่น เรารู้ดีอยู่แล้วว่าในสถานการณ์ไหนเราจะเลือกใช้ AI บ้าง ถ้าเป็นเรา เราจะใช้ AI ด้วยเหมือนกันไหม

และขั้นที่สาม อ่อนโยนต่อพฤติกรรมของคนอื่น หาคำอธิบายที่อ่อนโยนให้กับพฤติกรรมที่คนอื่นทำ เขาอาจจะไม่ได้ใช้ AI หรือเขาอาจจะใช้เพราะเหตุผลที่สำคัญบางประการก็ได้

ที่สุดแล้วเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญที่การคอยจ้องจับผิดว่าใครใช้ AI หรือไม่ใช้ แต่เป็นการรู้เท่าทันตัวเองทันทีที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อใจใครโดยอัตโนมัติ และฝึกให้ตัวเองคิดในทางบวก ฝึกการให้ความไว้วางใจที่จะเป็นรากฐานของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ฝึกฝนความเป็นมนุษย์ให้แข็งแกร่งขึ้นในยุค AI นั่นเอง

Back To Top