“อนุทิน” เยือนจีน พบ “สี จิ้นผิง-หลี่ เฉียง” ดัน AI-ลงทุน ครม.ไฟเขียว 3 MOU เศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีน โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาใหม่ ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค
สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีครอบคลุม 3 เมือง ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง
โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference: WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การเยือนจีนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ขณะเดียวกัน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) และเห็นชอบการจัดทำ MOU รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับจีน ประกอบด้วย
- ร่าง MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับกระทรวงพาณิชย์จีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรม
- การจัดทำ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดจีนและแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงพัฒนาการประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา
- ร่าง MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านชั่งตวงวัด ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับมาตรฐานการชั่งตวงวัดของไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางป้องกันการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจทั้ง 3 ฉบับ เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยและจีน ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
Back to top button