Cover Image

ทำไม ‘หุ้นเทคจีน’ ถึงกลายเป็นพระเอก? ถอดรหัสกลยุทธ์ลงทุน AI ในวันที่ตลาดโลกผันผวน

เข้าสู่ครึ่งปีหลัง 2026 แล้ว คลื่นลูกใหญ่ที่กำลังแกว่งโลกลงทุน นั่นก็คือ ‘ฟองสบู่ AI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้’ แตกซะแล้ว!! หลังจากพุ่งทะยานขึ้นทำ All Time High ไปเมื่อเดือนมิถุนายนช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง เป็นม้ามืดวิ่งแรงแหกโค้งก่อนเพื่อนทีเดียว

เกมพลิกเหนือคาด จากที่โลกเฝ้าระวังแต่ ‘ฟองสบู่ AI สหรัฐฯ’ มายาวข้ามปี หลังวิ่งทะลุปรอทแตกมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว แม้มีเสียงเตือนออกมาระลอกแล้วระลอกเล่าก็ยังไม่ออกอาการหนักสักที มีแต่อาการเซจากแรงเทขายทำกำไรในหุ้นเทคฯ AI ใหญ่เมื่อช่วงกลางปีนี้เท่านั้น

เสียงในหัวของนักลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยคำถามต่างๆ ‘ลางร้ายจากเกาหลีใต้’ จะกระชากตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไรบ้าง? แล้วหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ จะแตกเมื่อไหร่กันแน่…ปีนี้ ปีหน้าหรือปีไหน? นักลงทุนที่ถือหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อยู่เอายังไงต่อดี? ในเมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน AI ควรวางกลยุทธ์ลงทุนหุ้น AI / เซมิคอนดักเตอร์อย่างไรดี และมีตลาดไหนที่น่าสนใจให้เป็นหลุมหลบภัยลงทุนระยะยาวได้บ้าง

ผมเชื่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดกำลังย่อยสัญญาณเตือนภัยรอบตัวอยู่ครับ เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ผมแนะนำตอนนี้ คือ ‘ตั้งสติ’ อย่าไหลตามอารมณ์ตลาด และติดตามข่าวสารอย่างระมัดระวัง หาคำตอบด้วยการแยกแยะสิ่งไหนที่ควบคุมไม่ได้ และสิ่งไหนที่ควบคุมได้ก่อน พร้อมกับตรวจสุขภาพพอร์ตของเราเพื่อมองหาโอกาสในวิกฤติกันดีกว่าครับ

ส่องตลาด AI ฟองสบู่… หลัง ‘สหรัฐฯ – เกาหลีตกม้าตาย’

ปี 2026 นี้เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นโลกยังขับเคลื่อนด้วยธีม AI แห่งอนาคตเมื่อโลกเข้าสู่ AI Supercycle ยิ่งทำให้โมเมนตัมหุ้นเทคฯ AI เซมิคอนดักเตอร์และหุ้นที่เกี่ยวข้อง วิ่งแรลลี่แรงต่อเนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในปีนี้ คือ ‘ตลาดไม่ได้กระจุกอยู่ที่หุ้น AI สหรัฐฯ’ เพียงอย่างเดียวแล้ว เมื่อนักลงทุนเริ่มกระจายลงทุนข้ามฝั่งมายังตลาดหุ้นในเอเชียหลังจากที่เห็นสัญญาณโครงสร้างตลาดหุ้นอเมริกากำลังเปลี่ยนไป โดยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีมีสัดส่วนหนักกว่า 35% ของ S&P 500 แล้ว ส่วนกลุ่มบริการการเงินลดเหลือ 11.79% ตามด้วยบริการสื่อสาร 11.35% สินค้าอุปโภคบริโภคตามวัฏจักรเศรษฐกิจ 10.25% เฮลธ์แคร์ 8.41% ทำให้เกิดความกังวลความเสี่ยงอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้นในระยะข้างหน้า

ช่วงที่ผ่านมาบรรยากาศการลงทุนในสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความระมัดระวัง คงต้องยอมรับว่า หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ผลิตชิป เช่น Nvidia เผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนักในรอบนี้ เพื่อลดความเสี่ยงราคารหุ้นที่แพงเกินไป และ ‘Rotate’ เข้าหุ้นที่ราคาถูกโดยย้ายมาในเอเชียแทน โดยเฉพาะ ‘หุ้นเทคฯ ต้นน้ำ’ ของ ‘เกาหลี และไต้หวัน’ เจ้าตลาดผู้ผลิตชิป AI (หน่วยความจำ) ของโลก หลังกระแสโลกขาดแคลนชิป AI สำหรับใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สหรัฐฯ มีความต้องการสูง ทำให้ตลาดเกาหลีใต้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเกือบ 4 เท่านับตั้งแต่ปี 2025 ขับเคลื่อนจากหุ้นใหญ่ 2 ตัว คือ Samsung Electronics และ SK Hynix ที่มีมาร์เก็ตแคปสัดส่วนรวมกันครึ่งหนึ่งของตลาด

ขณะที่ตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวผสมผสานบวกและลบ ในบางวันที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลงแรง ขณะที่ดัชนีอ้างอิง S&P 500 ปิดลบเบาๆ สะท้อนตลาดยังเชื่อมั่นต่อการเติบโตของกำไรบริษัทในตลาดแม้มีแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์

ส่วน NASDAQ Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีสวนทางความอ่อนแอของตลาดรวม ด้วยการปรับขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนได้หมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นเทคโนโลยีบางตัวและการเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยยังมีข่าวบวกหนุน อาทิ Broadcom ประกาศข้อตกลงจัดหาชิปครั้งสําคัญกับ Apple ขณะที่ Nvidia ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน จุดเด่นของ NASDAQ ยังทำผลงานได้ดีคงมาจากแรงซื้อหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะกลุ่มชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI

แต่เชื่อมั้ยครับว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งอยู่ ทั้งที่ตลาดร่วงแรงในช่วงกลางปีต่างจากภาพต้นปีที่ยังทำ All Time High ต่อเนื่องแม้จะเผชิญกับความผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน แต่มีแรงหนุนสำคัญของตัวเลขกำไรไตรมาสแรกของบริษัทในตลาดโดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ที่ออกมาดีเกินคาด ประกอบกับกระแส IPO หุ้นเทคฯ ใหญ่อย่าง SpaceX เข้าตลาดได้เรียบร้อย

ณ วันนี้ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก ดัชนี S&P 500 ยังให้ผลตอบแทนบวก 10-11% YTD (9 ก.ค.) ส่วน NASDAQ บวกถึง 19% และ Dow Jones บวก 9% เมื่อรวมกับผลตอบแทนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราวๆ 60-70% หากรวมทั้งหมดสำหรับคนที่ถือระยะยาว 4 ปีนี้ รับผลตอบแทนอย่างน้อยๆ 70-80%

ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีฟองสบู่แตกเป็นประเทศแรกในโลก และวันนี้กำลังเข้าสู่ ‘ภาวะตลาดหมีทางเทคนิค’ (Technical Bear Market) เรียบร้อยแล้ว โดยดัชนี KOSPI ทรุดฮวบ 22% ( 8 ก.ค.) จากจุดสูงสุดประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนเพียง หุ้นทั้ง 2 ตัวถูกแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มระยะยาวของกลุ่มผู้ผลิตชิป AI เกาหลี ขณะที่ ‘SK Hynix’ มีแผนจะลดกำลังการผลิตชิป Memory และย้ายกำลังผลิตชิป HBM ไปยัง DRAM หลังวัฏจักรชิปความจำความเร็วสูง (HBM) อาจผ่านจุดพีค แม้บริษัทกำไรจะโตแกร่งก็ตาม นอกจากนี้ยังกังวลต่อข่าวเสนอเก็บภาษี Unrealized Gain ในเกาหลีใต้ กระทบตลาดหุ้นทั่วโลก

นอกจากนี้ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นเมื่อดัชนีชิปโลก (SOX) ทรุดตัว 16%ในวันเดียวหลังมีกระแสข่าวว่า ‘DeepSeek’ แพลตฟอร์ม AI จีน เตรียมจะพัฒนาชิปขึ้นมาเองเพื่อลดต้นทุน และกรณี ChangXin Memory ของจีนที่กำลังส่งชิปให้ Apple ทดสอบเพื่อกระจายซัพพลายเชน ยิ่งสร้างความกังวลต่อส่วนแบ่งการตลาดในอนาคตของเกาหลีใต้

ช่วงนี้ตลาดกำลังย่อยข่าวร้ายสัญญาณลบต่างๆ ไม่ว่าจะสถานการณ์ฟองสบู่ AI กำลังฝุ่นตลบ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทําให้ความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อซับซ้อนยิ่งขึ้น ล่าสุด ประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวกับอิหร่านสิ้นสุดลง นักลงทุนกลับมากังวลว่าจะเกิดการสู้รบ กระทบต่อราคาน้ํามันพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนกำลังรอการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินจาก ‘เควิน ว็อร์ช’ ประธานเฟดคนใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย สะท้อนว่าตลาดเลื่อนการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยจากเดิมที่มองไว้ในเดือนตุลาคม ไปเป็นช่วงปลายปีแทน

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนเฟดได้คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% และ Dot Plot ระบุว่า อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นักลงทุนได้ลดการเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การชะลอตัวของตลาดแรงงานอาจลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งคาดจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นในครึ่งปีหลัง

แนวโน้มหุ้นเทคฯ ทั่วโลกจะเป็นอย่างไรหลังฟองสบู่ตลาดเกาหลี?

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมองว่า นี่เป็นเพียง ‘การปรับฐานที่จำเป็น’ ของกลุ่มหุ้นเทคฯ ที่มี Valuation แพง ขณะที่เทรนด์ขาขึ้นยังไม่จบรอบเพราะโลกเพิ่งเข้าสู่วัฏจักรเริ่มต้นของโครงสร้างพื้นฐาน AI เท่านั้น โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกสะท้อนได้จากผลตอบแทนของตลาดในช่วงครึ่งปีแรก (YTD) ยังบวกราว 10%

ส่วนตัวผมก็ยังมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ระยะยาว ด้วยปัจจัยที่ยังหนุนตลาดสหรัฐฯ คือ การลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทเทคยังถูกคาดการณ์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งกำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลประกาศไตรมาสสองในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ การลงทุนของบริษัทบริษัทเทคโนโลยีที่ทุ่มเงินสร้าง Data Center ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

‘Mark Hackett’ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Nationwide มองว่าการปรับตัวลงในครั้งนี้เป็นเพียงการพักฐานของตลาด เขาเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

ขณะที่ John Flood หัวหน้าฝ่ายบริการการดำเนินธุรกรรมซื้อขายหุ้นในภูมิภาคอเมริกาของ Goldman Sachs Global Banking & Markets ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเติบโตดีที่สุดในรอบหลายสิบปี​

ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นตลาดเปลี่ยนผ่านจากช่วง ‘เก็งกำไรความคาดหวัง AI’ เข้าสู่ช่วง ‘พิสูจน์ (กำไร) ของจริง’ ที่จับต้องได้ บริษัทใดที่สร้างรายได้กลับมาไม่ทันใจ ย่อมจะโดนหั่นมูลค่า (Valuation) ลงมา และระยะเวลาคืนทุน (ROI) ของเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้ภาพรวมของกลุ่มหุ้นเทคฯ ปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด และเห็นการแยกแยะหุ้นน้ำดีออกมาจากตลาดชัดเจนครับ

ดังนั้น โอกาสสำหรับนักลงทุน การย่อตัวหรือพักฐานนี้มักถูกมองเป็นการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นครับ

การลงทุนหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ จึงต้องปรับกลยุทธ์เป็น ‘เลือกหุ้นรายตัว’ และเน้นที่มีกำไรโตจริงแทนการซื้อเหมาเข่งทั้งดัชนี เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในปีนี้มีโอกาสที่จะเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ หลังจากพุ่งทะยานอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมขอย้ำว่า มีโอกาสสูงที่จะปรับฐานครั้งใหญ่

ส่วนประเด็นสหรัฐฯ จะเกิดฟองสบู่แตกหรือไม่ เมื่อไหร่ ผมไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้จริงๆ ครับ แต่ที่แน่นอน ทุกตลาดมีวัฏจักรขาขึ้นและขาลงเสมอครับ อย่างตลาดหุ้นเกาหลีที่ร่วงดิ่ง ปัจจุบัน Forward P/E เพียง 7.6 เท่า ถูกกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ และ S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ ทุกอย่างมันมี Valuation ค้ำยันในตัวเองครับ

หลุมหลบภัย ‘หุ้นเทคฯ จีน’ เบอร์สองของโลก ถึงเวลาฟื้นคืนชีพ

ปัจจุบัน ‘หุ้นเทคโนโลยีจีน’ กำลังกลายเป็นหลุมหลบภัยราคาถูก (Safe Haven) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เนื่องจากดัชนีฝั่งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เริ่มเผชิญแรงเทขายทำกำไรจากความกังวลด้านมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป ขณะที่จีนเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หุ้นเทคโนโลยีจีนมี Valuation ที่ต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่สำคัญ ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา

ในเดือนมิถุนายน ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง หลังนักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) และดัชนี Hang Seng TECH Index ดีดตัวขึ้นแรง 4-8% แรงหนุนหลักของตลาดมาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีข่าวบวก

ทั้งนี้ หุ้น Tencent ใกล้จะเปิดตัว AI Assistant บนแพลตฟอร์ม WeChat ขณะที่ Meituan โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าคาด ส่วน Alibaba, JD.com, SMIC, Kuaishou และ BYD Electronic ต่างปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งตาม Sentiment เชิงบวกของกลุ่ม AI และ Digital Economy สำหรับ BYD โชว์ยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของผู้ผลิตเทคโนโลยีจีนในตลาดโลก

ขณะที่สภาพตลาดของหุ้นเทคฯ จีนในปีนี้ มีความแตกแยกกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยดูผลดำเนินงานแยกตามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มฮาร์ดแวร์ AI และชิป ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (CSI 300 / Star 50) ในครึ่งปีแรก หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI และเซมิคอนดักเตอร์ในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานอย่างรุนแรง ในบางช่วงดัชนีกลุ่มฯ พุ่งแรงกว่า 65% เนื่องจากได้แรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนและงบวิจัยพัฒนาอย่างหนักจากรัฐบาลจีน แม้จะมีการปรับฐานหรือเกิดแรงเทขายทำกำไรลงมาบ้างในช่วงกรกฎาคมจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI สหรัฐฯ

ส่วนกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตในตลาดฮ่องกง (H-Shares – Hang Seng TECH) นำโดยหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่จดทะเบียนในฮ่องกง เช่น Alibaba, Tencent, Meituan เผชิญความกดดันและปรับตัวลงค่อนข้างแรงในช่วงต้นปีถึงกลางปี หรือ YTD ที่ติดลบราว 19% ในครึ่งปีแรก จากปัญหาการแข่งขันที่ดุเดือดและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังค่อยเป็นค่อยไป แต่ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรุนแรงนำโดย Alibaba และ Tencent หลังรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด และเริ่มสร้างรายได้จริงจากการใช้งาน AI แพลตฟอร์ม

แนวโน้มหุ้นเทคฯ จีนในปีนี้ยังมีปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน ได้แก่

ขณะเดียวกันยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังและกดดันตลาด

โบรกเกอร์และสถาบันการเงินหลายแห่ง เริ่มแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเทคฯ จีนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีรายได้แข็งแกร่ง เช่น Alibaba Tencent ส่วนหุ้นเทคฯ จีนในตลาดฮ่องกง ยังมองแนวโน้มการเติบโตของ AI Cloud, Semiconductor และ Digital Platform ที่ยังต่อเนื่องตามวัฏจักร AI Supercycle ของโลก

ตลาดปรับฐาน ถึงเวลาตรวจสุขภาพพอร์ตครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ตลาดหุ้นใหญ่จะปรับฐาน แต่กลุ่ม AI ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ในระยะยาว เพียงแต่หัวใจสำคัญ คือ นักลงทุนต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถทำกำไรได้จริง

การคว้าโอกาสลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง เพราะตลาดตอนนี้ไม่ใช่โหมดที่ซื้ออะไรก็ขึ้นแบบเดิมแล้ว แต่เป็นโหมดที่เลือกซื้อแบบมีเหตุผล ลองนึกภาพเหมือนคิวต่อแถว ใครพื้นฐานดีสุดจะได้คิวแรกเสมอครับ

ผมมักแนะนำกระจายลงทุน (Asset Allocation) ผ่านการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio (สูตรปลอดภัยเสี่ยงต่ำ 80:20)

โดย Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น หุ้นทั่วโลกร่วมกับพันธบัตรและตราสารหนี้คุณภาพ ซึ่งจะให้น้ำหนักกับตลาดหลักของโลก อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป จีน เพื่อให้พอร์ตค่อยๆ สร้างผลตอบแทนเติบโตอย่างมั่นคงก่อน

หลังจากนั้น ค่อยคว้าโอกาสเพิ่มผ่าน Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้อย่างกลุ่มเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ หรือกลุ่มประเทศที่เติบโตสูง อย่าง อินเดีย เวียดนาม หรือจะเป็นการลงทุนในธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ เช่น หุ้นเทคฯ จีน พลังงานสะอาดจีน EV เฮลท์แคร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ พอร์ตรองแนะนำว่า ไม่ควรให้น้ำหนักลงทุนเกิน 50% ของพอร์ตรวม เนื่องจากหากพอร์ตรองเสียหายหนัก อย่างน้อยยังมีพอร์ตหลักเป็นกันชนสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่อง

อีกกลยุทธ์ที่สำคัญ ‘DCA’ (Dollar Cost Averaging) หรือการทยอยเพิ่มทุนสม่ำเสมอ จะยิ่งเพิ่มความได้เปรียบ เพราะสามารถสะสมหุ้นได้มากขึ้น เท่ากับเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงตลาดปรับฐานแต่แนวโน้มระยะยาวยังดี การ DCA อย่างต่อเนื่องจะทำให้พอร์ตชนะความผันผวนของตลาดในช่วงนั้นๆ ครับ

‘Rebalance’ หรือปรับสมดุลพอร์ต เป็นอีกสิ่งสำคัญของนักลงทุนต้องทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเช็คสุขภาพพอร์ต ตรวจน้ำหนักสัดส่วนลงทุนยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

ผมขอยกตัวอย่างการช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ที่ถือในพอร์ตมีน้ำหนักเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ และมีกำไรมากกว่า 5-10% แนะนำให้ขายหุ้นบางส่วนเพื่อทำกำไรและนำเงินพักในพันธบัตรรับดอกเบี้ย เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์คุณภาพ ราคาถูกในรอบใหม่ ในทางกลับกัน จังหวะตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง สามารถโยกเงินจากพันธบัตรเข้าลงทุนในหุ้นดีที่เล็งไว้ เช่น หุ้นเทคฯ จีนที่ราคายังถูกกว่าหุ้นสหรัฐฯ เป็นต้น

โลกลงทุนในวันนี้ ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ไม่มีใครเดาจังหวะตลาดได้แม่นยำ 100% หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เลือกหุ้นเก่งแล้ว แต่คือการจัดพอร์ตให้แกร่ง เป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อให้พอร์ตเติบโตในระยะยาวฝ่าทุกความผันผวนหรือวิกฤติต่างๆไปได้

การใช้ ‘เงินทำงาน’ ให้ถูกที่ถูกทางเป็นระยะเวลานาน พอร์ตของคุณจะมั่งคั่งเป็นหลักล้านได้อย่างยั่งยืน พร้อมรองรับชีวิตอิสระทางการเงินของคุณได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอถึงวัยเกษียณครับ

Back To Top