ADVANC ผนึกพันธมิตรโลกเปิดตัว eSIM Multi-Operator แห่งแรก ลุยตลาด IoT เอเชียแปซิฟิก 1.3 พันล้านการเชื่อมต่อ : อินโฟเควสท์

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส [ADVANC] เปิดเผยว่า AIS Business ร่วมกับ Bridge Alliance และ Thales เปิดตัว เครือข่าย eSIM แบบ Multi-Operator สำหรับลูกค้าองค์กรแห่งแรกของโลก บนมาตรฐานล่าสุด GSMA SGP.32 เพื่อยกระดับการเชื่อมต่อ IoT สำหรับองค์กรธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้สามารถเชื่อมต่อ บริหารจัดการ และสลับการใช้งานอุปกรณ์ IoT ระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายเคลื่อนที่หลายรายในหลายประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านแพลตฟอร์มบริหารจัดการกลาง (Single Orchestration Platform) ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบการเชื่อมต่อ พร้อมรองรับการขยายการใช้งาน IoT ระดับองค์กรในระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายสมาชิกของ Bridge Alliance จำนวน 4 ราย ได้แก่ AIS ประเทศไทย, Globe Telecom ประเทศฟิลิปปินส์, Optus ประเทศออสเตรเลีย และ Singtel ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งร่วมกันทดสอบการทำงานของแพลตฟอร์มแบบ Multi-Operator จนพร้อมรองรับการใช้งานจริง สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการใช้งาน IoT ระดับองค์กรข้ามพรมแดน พร้อมยกระดับการเชื่อมต่อดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ปัจจุบัน องค์กรทั่วโลกกำลังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนธุรกิจและพัฒนาบริการอัจฉริยะผ่านอุปกรณ์ IoT มากขึ้น โดย GlobalData คาดการณ์ว่า จำนวนการเชื่อมต่อ Cellular IoT และ Machine-to-Machine (M2M) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 พันล้านการเชื่อมต่อภายในปี 2573 ส่งผลให้ความต้องการโซลูชันด้านการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และรองรับการขยายตัวข้ามประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศยังคงเผชิญข้อจำกัดจากการบริหารจัดการการเชื่อมต่อที่กระจัดกระจาย ระบบ Provisioning ที่แตกต่างกันของผู้ให้บริการแต่ละราย รวมถึงกระบวนการดำเนินงานที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อความต่อเนื่องในการให้บริการ
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว Bridge Alliance และ Thales จึงได้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผสานเทคโนโลยี End-to-End IoT eSIM ของ Thales เข้ากับมาตรฐาน GSMA SGP.32 และระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ (Advanced Orchestration) ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการการเชื่อมต่อจากศูนย์กลาง โดยอุปกรณ์สามารถเลือกเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่เหมาะสมที่สุด สลับผู้ให้บริการเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ และให้บริการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนซิมการ์ด ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวผ่านการทดสอบบนอุปกรณ์ที่รองรับทั้ง IoT Profile Assistant Embedded (IPAe) และ IoT Profile Assistant on Device (IPAd) ตามมาตรฐาน GSMA SGP.32 ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ IoT ได้แบบอัตโนมัติตลอดวงจรการใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับความมั่นคงของการให้บริการในทุกประเทศที่องค์กรดำเนินธุรกิจ

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ADVANC กล่าวว่า นวัตกรรมครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AIS Business ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการการเชื่อมต่อในหลายประเทศได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียว ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน พร้อมยกระดับความต่อเนื่อง ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของบริการ เราเชื่อว่าโซลูชันนี้จะช่วยเร่งการประยุกต์ใช้ IoT ในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต โลจิสติกส์ ยานยนต์ พลังงานและสาธารณูปโภค ค้าปลีก และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค
โซลูชันดังกล่าวตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อที่มีความเสถียรและรองรับการใช้งานในระยะยาว ได้แก่
- ยานยนต์อัจฉริยะ (Connected Vehicles) สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่องแม้ข้ามพรมแดน รองรับบริการด้านการนำทาง ระบบความปลอดภัย และการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ Over-the-Air (OTA)
- ผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคและระบบสมาร์ทมิเตอร์ (Utilities and Smart Metering) สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์นับล้านเครื่องจากระยะไกลได้ตลอดอายุการใช้งาน ช่วยลดต้นทุนและความจำเป็นในการเข้าดำเนินการ ณ หน้างาน
- ธุรกิจค้าปลีกและผู้ให้บริการระบบชำระเงิน (Retail and Payment Providers) สามารถรักษาการเชื่อมต่อของเครื่องรับชำระเงิน (Payment Terminals) ได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสในการทำธุรกรรม
- ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Operators) สามารถบริหารจัดการการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ เช่น เราเตอร์ เกตเวย์ และอุปกรณ์ Fixed Wireless Access (FWA) ที่ติดตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ผ่านศูนย์กลางการจัดการเพียงแห่งเดียว