ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2 % แรงหนุนส่งออกดีกว่าคาด
ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ของไทยที่ 2 % จากปัจจัยส่งออกดีกว่าที่คาดการณ์ และมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง แต่เตือนความเสี่ยงจากภัยคุกคามเอลนีโญ
ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) รายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเดือนกันยายน 2026 ว่า ปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประเทศไทย สำหรับปี 2026 เป็น 2.0 % จากเดิม 1.8 % ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยปัจจัยที่สนับสนุน ได้แก่ การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดีกว่าคาดและมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง รวมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการชะลอตัว
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปี 2027 คาดว่าจะลดลงเหลือ 1.9 % จากเดิม 2.0 % เนื่องจากคาดว่าอุปสงค์ในสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั่วโลกจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในสาขาดังกล่าวชะลอลงตามไปด้วย
ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.5 % ในปี 2026 จาก 2.9 % ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้บางส่วน และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงสู่ 1.3 % ในปี 2027 ตามราคาพลังงานที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดลง และสภาพอากาศที่อาจแปรปรวนจนส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเอลนีโญมีผลที่จำกัดต่อไทยในปีนี้ แต่จะส่งผลกระทบในช่วงกลางปี 2027
ความขัดแย้งตะวันออกกลางฉุดการเติบโตของเอเชียและแปซิฟิกเหลือ 5.1 %
สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกคาดว่าจะชะลอลงจาก 5.5 % ในปี 2025 เป็น 5.0 % ในปีนี้ ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 5.1 % ในปี 2027 โดยประมาณการการเติบโตสำหรับปี 2026 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรายงานฉบับเดือนกรกฎาคมที่ 0.1 %
“ภูมิภาคนี้ยังคงมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มสูงขึ้น” นายมาซาโตะ คันดะ ประธาน ADB กล่าว
“ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้นและส่งผลให้สภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดต่ำลง ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานพุ่งสูงขึ้น และกระทบต่อกลุ่มเปราะบางมากที่สุด นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อและความเสี่ยงที่กลับมาอีกครั้งในตลาดการเงิน ยิ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนกลุ่มที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่ง ADB พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อความพยายามดังกล่าว”