Acromegaly คืออะไร เช็กสัญญาณมือเท้าใหญ่ ใบหน้าเปลี่ยน
กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ฟอร์ด เอซโซ่" นักดนตรีมือเบส แชร์ประสบการณ์หลังได้รับกระดาษโน้ตจากแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งแสดงความห่วงใยและแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะ Acromegaly หรือ โรคอะโครเมกาลี หลังสังเกตเห็นลักษณะมือของเจ้าตัว พร้อมสอบถามว่าได้ตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์เป็นประจำหรือไม่
นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โรค Acromegaly ส่วนใหญ่เกิดจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่ต่อมใต้สมอง (Pituitary adenoma) ซึ่งเป็นต่อมขนาดเล็กบริเวณฐานสมอง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลายชนิด รวมถึงฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone: GH) เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมน GH มากเกินไป จะกระตุ้นให้ตับและเนื้อเยื่อสร้างฮอร์โมน IGF-1 (Insulin-like Growth Factor-1) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติ
โรคนี้มักพบในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะวัยกลางคน หากมีฮอร์โมนการเจริญเติบโตสูงผิดปกติก่อนกระดูกปิดในวัยเด็ก อาจทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า Gigantism หรือภาวะร่างยักษ์
อาการของโรค Acromegaly มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสังเกตเห็นได้จากภาพถ่ายเก่าหรือการเปรียบเทียบรูปร่างในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยอาการที่พบได้ ได้แก่ มือและเท้ามีขนาดใหญ่ขึ้น แหวนที่เคยสวมใส่ได้เริ่มคับ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นขนาดใหญ่ขึ้น
นอกจากนี้ ใบหน้าอาจเปลี่ยนแปลง เช่น กระดูกคิ้วและขากรรไกรล่างเด่นชัดขึ้น จมูกและริมฝีปากหนาขึ้น หรือช่องว่างระหว่างฟันเพิ่มขึ้น ผิวหนังหนา หยาบหรือมันขึ้น เหงื่อออกมากและมีกลิ่นตัวเพิ่มขึ้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ชามือจากเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ นอนกรนมากหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการจากเนื้องอกต่อมใต้สมอง ปวดศีรษะ การมองเห็นผิดปกติ หรือความผิดปกติของฮอร์โมนอื่น ๆ เช่น ประจำเดือนผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้ลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยโรคได้
พญ.นวพร นภาทิวาอำนวย นายแพทย์ชำนาญการพิเศษและหัวหน้างานโรคต่อมไร้ท่อและเบาหวาน กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ระดับฮอร์โมนที่สูงต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ระบบเผาผลาญ ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับและข้อเสื่อม
นอกจากนี้ เนื้องอกที่มีขนาดใหญ่อาจกดเบียดเส้นประสาทหรือโครงสร้างใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือการมองเห็นผิดปกติ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลภาวะแทรกซ้อนควบคู่กับการรักษาความผิดปกติของฮอร์โมน
สำหรับการวินิจฉัย แพทย์จะประเมินจากอาการร่วมกับการตรวจระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะ IGF-1 ในเลือด และอาจตรวจระดับ GH เพิ่มเติม รวมถึงตรวจภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) บริเวณต่อมใต้สมองตามข้อบ่งชี้ ส่วนแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค ได้แก่ การผ่าตัดเนื้องอก การใช้ยาเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมน และการฉายรังสีในผู้ป่วยบางราย
ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะมือและเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือใบหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิม หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เนื่องจากการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกและรักษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว
Acromegaly คืออะไร เช็กสัญญาณมือเท้าใหญ่ ใบหน้าเปลี่ยน
อ่านข่าว :
อนุทิน กำชับ มท. แก้ปัญหาน้ำท่วม-เยียวยาฉับไว เตรียมรับมืออุทกภัยภาคใต้
“ภูเก็ต” เร่งช่วยชาวบ้านหลังโคลนถล่ม-พร้อมเคลียร์พื้นที่ ขณะที่ยังมีฝนตก
โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม ปม.เพจปูดข่าวคนโอนค่าน้ำชา 7 ล้านให้นายกฯ