Cover Image

98 บาทปะทะ 99 บาท เมื่อ ‘พิซซ่าฮัท’ กับ ‘เดอะ พิซซ่า คอมปะนี’ ห้ำหั่นราคากันในโปร 9.9 - Smart SME

พิซซ่าฮัท

September 9, 2026

ทุกปีเมื่อถึงฤดูกาลโปรโมชัน คนไทยจะได้เห็นภาพคุ้นตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นสองแบรนด์พิซซ่าผู้นำในตลากอย่าง ‘พิซซ่าฮัท’ กับ ‘เดอะ พิซซ่า คอมปะนี’ ผลัดกันทุบราคาพิซซ่าถาดกลางลงมาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปีนี้ทั้งสองคู่เลือกจับจังหวะแคมเปญ “9.9” มาห้ำหั่นกันอีกครั้ง พิซซ่าฮัทเปิดฉากด้วยแคมเปญ “ฮัทเดย์” ทุบราคาพิซซ่าถาดกลางเหลือเพียง 98 บาท จากราคาปกติ 299 บาท เปิดให้สั่งล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน และรับสินค้าที่หน้าร้านได้ระหว่างวันที่ 8-13 กันยายน ขณะที่เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เปิดแคมเปญ “One Day One Deal Return” ฉลองเทศกาล 9.9 ทุบราคาพิซซ่าถาดกลางเหลือ 99 บาท โดยจำกัดเฉพาะวันที่ 9 กันยายนวันเดียวเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือทั้งสองแบรนด์เลือกจับกระแสตัวเลขมงคลอย่าง 9.9 มาทำแคมเปญพร้อมกันพอดี สร้างกระแส “ห้างแตก” ในโซเชียลมีเดียจากลูกค้าที่แห่ไปซื้อพิซซ่าคนละหลายถาด

เบื้องหลังการทุบราคาที่ดูเหมือนขาดทุนแบบนี้ คือกลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า Loss Leader หรือการตั้งราคาสินค้าบางรายการให้ต่ำกว่าทุน หรือมีกำไรน้อยมาก เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านให้ได้มากที่สุดก่อน เมื่อลูกค้าเข้าร้าน หรือสั่งผ่านแอปแล้ว มักไม่ได้สั่งแค่พิซซ่าถาดราคาพิเศษเพียงอย่างเดียว แต่มักเพิ่มเครื่องเคียง เครื่องดื่ม หรือของหวานที่มีราคาปกติเข้าไปด้วย กำไรที่หายไปจากพิซซ่าราคาพิเศษ จึงถูกชดเชยด้วยยอดขายสินค้าเสริมที่เพิ่มขึ้นตามมา นอกจากนี้การจัดโปรที่ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อครั้งละหลายถาด ยังช่วยเพิ่มยอดขายเฉลี่ยต่อบิล (Average Order Value) ให้สูงขึ้นกว่าสถานการณ์ปกติได้อย่างมีนัยสำคัญ

จุดที่ทำให้แคมเปญเหล่านี้สร้างกระแสได้แรงคือการจำกัดระยะเวลาให้สั้นที่สุด โดยเฉพาะเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่เลือกจำกัดโปรโมชันไว้เพียงวันเดียว หลักการทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังคือ Scarcity หรือหลักความขาดแคลน และ Urgency หรือความเร่งด่วน เมื่อผู้บริโภครับรู้ว่าโอกาสมีจำกัดทั้งด้านเวลาและปริมาณ สมองจะประมวลผลว่าการพลาดโอกาสนี้คือการสูญเสีย มากกว่าการมองว่าไม่ได้ซื้อก็ไม่เป็นไร ความรู้สึกกลัวพลาดโอกาส หรือที่เรียกกันว่า FOMO จึงกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อทันทีโดยไม่ลังเลเหมือนโปรโมชันทั่วไปที่มีเวลานานเป็นเดือน ยิ่งไปกว่านั้น การจำกัดแค่วันเดียวยังสร้างสถานการณ์ที่ลูกค้าต้องวางแผนล่วงหน้าและบอกต่อคนรอบข้างให้มาซื้อพร้อมกัน กลายเป็นการกระตุ้นการบอกปากต่อปากไปในตัว

สิ่งที่ต่างจากสงครามราคาในอดีต คือบทบาทของโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นสนามรบสำคัญไม่แพ้หน้าร้านจริง แฮชแท็กอย่าง “ห้างแตก” ที่ลูกค้าใช้บรรยายภาพคนต่อแถวซื้อพิซซ่าจำนวนมาก กลายเป็นคอนเทนต์ที่แชร์ต่อกันเองโดยไม่ต้องอาศัยงบโฆษณาเพิ่ม ยิ่งภาพความวุ่นวายหรือคิวยาวถูกแชร์มากเท่าไหร่ ยิ่งสร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือให้กับโปรโมชันมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นหลักฐานทางสังคมที่บอกว่าคนจำนวนมากกำลังให้ความสนใจอยู่จริง

ไม่เพียงแค่นั้น แบรนด์ทั้งสองยังกระตุ้นให้ลูกค้าคอมเมนต์บอกว่าตัวเองซื้อไปกี่ถาด กลายเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์บนเพจที่ขยายการมองเห็นแคมเปญไปสู่วงกว้างมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ต่างจากอดีตที่การรับรู้โปรโมชันจำกัดอยู่แค่ป้ายโฆษณาหรือใบปลิวหน้าร้านเท่านั้น

สงครามราคาพิซซ่าประจำปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทุบราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวไม่ใช่กลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลในตัวเอง แต่ต้องออกแบบให้ทำงานร่วมกับปัจจัยอื่น ทั้งการกระตุ้นยอดขายสินค้าเสริม การจำกัดเวลาให้เกิดความเร่งด่วน และการสร้างคอนเทนต์ที่ลูกค้าอยากแชร์ต่อเอง ผู้ประกอบการ SME ที่อยากใช้กลยุทธ์ Loss Leader ควรคำนวณให้ชัดเจนว่าสินค้าใดควรลดราคาเพื่อดึงทราฟฟิก และสินค้าใดที่จะช่วยชดเชยกำไรที่หายไป พร้อมออกแบบโปรโมชันให้มีจังหวะเวลาที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อทันที แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้ามีเวลาคิดนานจนอาจเปลี่ยนใจไปซื้อที่อื่น

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Post Views: 247

Back To Top