ศาสตร์พระราชา ในหลวง ร.9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
ย้อนกลับไปก่อนปี 2559 ชาวบ้านห้วยม่วง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ยึดอาชีพทำการเกษตร มีรายได้จากสวนส้มที่ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก เกิดปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ รายได้ไม่คุ้มทุน สวนส้มที่เคยเป็นความภาคภูมิใจ กลับกลายเป็นแหล่งของปัญหา สารเคมีที่ใช้มานานหลายปี ไม่เพียงทำลายดิน แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของชาวบ้าน เมื่อตรวจเลือดแล้วพบว่ามีสารเคมีตกค้างในระดับสูง ที่อันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นจุดพลิกผันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยความเข้มแข็งของชุมชนที่ตระหนักรู้ถึงต้นตอปัญหาและร่วมมือกัน ลด ละ เลิก สารเคมี สู่การทำเกษตรปลอดภัย
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
ในปี 2563 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้าไปดำเนินงานขยายผลจากโครงการร้อยใจรักษ์ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยนำหลักการทรงงานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของชุมชนบ้านห้วยม่วงอย่างเป็นระบบ
น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติด้วยแนวทาง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" อย่างเป็นลำดับตั้งแต่การศึกษาข้อมูล การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาในมิติต่างๆ โดยสถาบันฯ ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสาน โดยนำองค์ความรู้และหน่วยงาน สนับสนุนการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่
ต่อยอดอาชีพเพาะเห็ดหอม ลดพึ่งสารเคมี
นางหอมไกร โสภามี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านห้วยม่วง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนบ้านห้วยม่วง จากอดีตที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ทั้งปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ลำไย และลิ้นจี่ ก่อนหันมาปลูกส้มตามกระแสความนิยม โดยบางครอบครัวปรับพื้นที่สวนทั้งหมดมาปลูกส้ม แม้ไม่มีเงินทุนเพียงพอ ต้องกู้ยืมจากธนาคารเพื่อนำมาลงทุน
หอมไกร โสภามี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านห้วยม่วง
อย่างไรก็ตาม การทำสวนส้มต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด และใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยในช่วงแรกครอบครัวต้องใช้บัตรสินเชื่อเพื่อการเกษตรวงเงิน 50,000 บาทต่อปี สำหรับซื้อปัจจัยการผลิตจนเต็มวงเงิน ขณะเดียวกัน การสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่องยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีอาการเหนื่อยเพลียและหน้ามืด เมื่อได้กลิ่นสารเคมี แม้การตรวจในระยะแรกไม่พบความผิดปกติ แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดจึงพบสารเคมีในเลือด
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เริ่มคิดหาทางเลือกในการประกอบอาชีพ ที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก กระทั่งปี 2559 ได้เข้าร่วมโครงการ “ภัยแล้งรักร่วมใจสู้ภัยแล้ง” ซึ่งมีการอบรมเป็นเวลา 15 วัน เพื่อเรียนรู้และพัฒนาอาชีพใหม่ ก่อนตัดสินใจเลือกเพาะเห็ดหอม เนื่องจากใช้พื้นที่ไม่มากและสามารถเพาะปลูกได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีเหมือนการทำสวนส้ม
ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากโครงการหลวง ให้เข้ารับการอบรมและศึกษาดูงาน เรียนรู้กระบวนการเพาะเห็ดหอมอย่างเป็นระบบ จนสามารถพัฒนาทักษะและผลิตเห็ดส่งให้โครงการหลวงได้ ปัจจุบันการผลิตก้อนเห็ดของชุมชนมีปริมาณประมาณ 50,000 ก้อน และในบางปีที่มีสมาชิกเข้าร่วมจำนวนมาก สามารถผลิตได้ถึง 100,000 ก้อนต่อปี
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
นอกจากสร้างอาชีพและรายได้แล้ว ชุมชนยังนำก้อนเห็ดเก่าที่หมดอายุการผลิต มาทำปุ๋ยหมักสำหรับปลูกผัก ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก พร้อมมุ่งรักษาพื้นที่หมู่บ้านให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
ขณะเดียวกัน มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและการจัดการทรัพยากรในชุมชน ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการส่งเสริมด้านประมงและการเลี้ยงปลา โดยใช้ประโยชน์จากสระน้ำขนาดใหญ่ของหมู่บ้านให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งในด้านการเกษตรและการสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก
ไม้ดอกสร้างรายได้ "ปทุมมา–แกลดิโอลัส" ตลาดตอบรับดี
น.ส.จิรพันธ์ เมธาตระกูล หรือ น้องแพน ประธานกลุ่มไม้ดอกบ้านห้วยม่วง อายุ 33 ปี ตัวแทนคนรุ่นใหม่ในชุมชน เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกไม้ดอกว่า เมื่อปี 2569 ได้รวมตัวสมาชิก 10 เพื่อไปศึกษาดูงานและเรียนรู้การปลูกไม้ดอกไทยที่ศูนย์บ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยในระยะแรกได้รับมอบหัวพันธุ์ไม้ดอกมาทดลองปลูก 4 ชนิด ได้แก่ ปทุมมา, แกลดิโอลัส, แอสเตอร์ และดาวเรือง ก่อนจะพบว่า ปทุมมา และ แกลดิโอลัส เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีและตอบโจทย์พื้นที่มากที่สุด โดยหลังปลูกหัวพันธุ์ใช้เวลา 3 เดือนเริ่มออกดอก และเก็บเกี่ยวได้ในเดือนที่ 4 เมื่อตัดดอกแล้ว ต้นจะสามารถแตกหน่อใหม่ออกมาได้มากกว่า 10 ครั้ง หากได้รับน้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอ
น.ส.จิรพันธ์ เมธาตระกูล ประธานกลุ่มไม้ดอกบ้านห้วยม่วง
สำหรับสายพันธุ์ปทุมมาที่นำมาเพาะปลูก ประกอบด้วย เบอร์กันดี (Burgundy), บัวสวัสดิ์ (บัวสวรรค์), Sweet Lady, Red Shadow เป็นต้น
รวมถึงการดูแลแปลงปลูก ที่ได้รับการอบรมจากศูนย์บ้านไร่ฯ ร่วมกับโครงการปิดทองหลังพระฯ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน ไถพรวนดินตากไว้ครึ่งเดือน หว่านปูนขาวเพื่อลดเชื้อรา ใส่ปุ๋ยคอก แช่หัวพันธุ์ในยากันเชื้อรา การบำรุงรักษา เทคนิคการตัดดอกไม่ให้ช้ำ ตลอดจนการจัดช่อดอกไม้
น้องแพน ยังเปิดเผยว่า เริ่มทดลองปลูกในปี 2568 มีสมาชิก 8 คน ปลูกคนละ 200 หัว ใช้พื้นที่สาธารณะสระหนองบัวเนื่องจากมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ สร้างรายได้รวมเกือบ 20,000 บาท ต่อรอบการเก็บเกี่ยว
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
ปัจจุบัน ลงแปลงเต็มรูปแบบ สร้างรายได้รวมแล้วกว่า 40,000 บาท และยังมีดอกไม้เหลือเก็บเกี่ยวต่อเนื่อง ทำรายได้เฉลี่ยให้สมาชิกคนละ 2,000–3,000 บาทต่อรอบการผลิต
ทั้งนี้ยอดสั่งซื้อสูงกว่าปริมาณผลผลิต ที่กลุ่มผลิตได้ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
ปั้นศูนย์เรียนรู้ 4 ฐาน สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน
นายอนุวัฒน์ โสภามี ผู้ใหญ่บ้านห้วยม่วง หมู่ 8 บ้านห้วยม่วง กล่าวว่า ชุมชนได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และอีกกว่า 20 หน่วยงาน จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน มี 4 ฐานการเรียนรู้
อนุวัฒน์ โสภามี ผู้ใหญ่บ้านห้วยม่วง
โรงเพาะเห็ดหอม สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่มปีละกว่า 800,000 บาท ศูนย์เรียนรู้การประมง ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกระชัง ควบคู่กับการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ แปลงผักเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัย พร้อมนำก้อนเห็ดเก่ามาผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูง เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และแปลงไม้ดอก พัฒนาพืชทางเลือกใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์บริการการพัฒนาไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลสู่ศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการปลูกเสาวรส อาโวคาโด ฟักทอง การเลี้ยงผึ้งโพรง และการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลผลิต สร้างรายได้หลายช่องทาง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว
ซึ่งในแต่ละช่วงเดือนชาวบ้านจะมีปฏิทินการเพาะปลูกของพืชผักแต่ละชนิด ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
โครงการหลวงหนุนเกษตรกรปรับพืชเศรษฐกิจ เดินหน้าเกษตรปลอดภัย
นายอรรนพ เปรมัษเฐียร หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหมอกจ๋าม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรบ้านห้วยม่วง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่เคยประสบปัญหาวิกฤตปลูกส้มขาดทุนอย่างหนัก ให้สามารถตั้งหลักใหม่ ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจปลอดภัยและการเพาะเห็ดหอมทนร้อนสายพันธุ์ใหม่ "หมอกจ๋าม" สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างมั่นคงและเป็นยั่งยืน
อรรนพ เปรมัษเฐียร หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหมอกจ๋าม
เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เกษตรกรบ้านห้วยม่วง ได้หันมาปลูกส้มสายน้ำผึ้งและส้มพันธุ์ต่าง ๆ ตามกระแสราคาดี แต่ในเวลาต่อมากลับประสบปัญหาส้มล้นตลาด จนราคาร่วงลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2-5 บาท ซ้ำยังเผชิญการระบาดของโรคแคงเกอร์และโรคกรีนนิ่ง ทำให้ต้นส้มโทรม ผลผลิตตกต่ำ และแบกรับภาระค่าปุ๋ยค่ายาไม่ไหวจนขาดทุนและเป็นหนี้สิน ธ.ก.ส.
ต่อมา เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของโครงการหลวง เข้าไปช่วยเหลือ โดยเริ่มจากการแนะนำให้ปลูกเสาวรสพันธุ์สีม่วง (เบอร์ 2) โดยใช้วิธีนำต้นส้มเดิมมาทำเป็นค้างแทนปูน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชสร้างรายได้จนเริ่มปลดหนี้สินได้ในเวลา 1-2 ปี
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
โครงการหลวงได้สนับสนุนให้เกษตรกรบ้านห้วยม่วงรวมกลุ่มเพาะเห็ดหอมตั้งแต่ปี 2559 โดยพากลุ่มไปอบรมความรู้ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสถานีวิจัยดอยปุย
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยของโครงการหลวงยังได้พัฒนาการเพาะเนื้อเยื่อจนได้ เห็ดหอมสายพันธุ์ "หมอกจ๋าม" ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศร้อน
แก้ปัญหาเดิมที่เคยนำเชื้อเห็ดดอยปุย ซึ่งชอบอากาศหนาวมาเพาะในพื้นที่ร้อนแล้วเชื้อเดินไม่ดี ปัจจุบันช่วยลดอัตราการสูญเสียผลผลิตลงได้อย่างมาก
นอกจากงานเห็ดแล้ว โครงการหลวงยังนำพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงอีกหลายชนิด มาส่งเสริมเกษตรกร ได้แก่ เสาวรสพันธุ์ MJ01 เสาวรสพันธุ์หวานที่เกิดจากการเพาะเมล็ดแล้วกลายพันธุ์ มีลักษณะเด่นคือลำต้นสีดำ รสชาติหวานจัด เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมากจนไม่พอจำหน่าย
มันเทศญี่ปุ่น 4 สี (เหลือง, ม่วง, ส้ม, ขาว): สายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น นำมาส่งเสริมให้ปลูกหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว การปลูก 1 ไร่ให้ผลผลิต 3,000–4,000 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 20–30 บาท สร้างรายได้เสริม 40,000–50,000 บาทต่อไร่
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
สำหรับผลผลิตของโครงการหลวง ผ่านการควบคุมและตรวจสุ่มสารเคมีอย่างเข้มงวด 3-4 รอบ ทั้งในระบบออร์แกนิค (อินทรีย์ 100%) และระบบ GAP ใช้งบประมาณในการตรวจสารเคมีปีละ 200,000–300,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค
สำหรับผลผลิตที่มีตำหนิทางธรรมชาติหรือเกรดตกรอบ จะถูกนำไปจำหน่ายใน ตลาดนัดโครงการหลวงทุกวันศุกร์ ณ สำนักงานใหญ่ แม่เหียะ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภค
ทั้งนี้ ในปี 2569 โครงการหลวงสามารถสร้างรายได้ โดยตรงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ผ่านตลาดโครงการหลวงรวมกว่า 64 ล้านบาท (ครอบคลุมเกษตรกร 379 ราย)
พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 6 กิโลเมตร ในอดีตเมื่อราว 20 ปีก่อน เคยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติด และเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมถึงการปะทะและการยิงกันของทหาร ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
การจัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าไปส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราโชบายในการสืบสาน รักษา และต่อยอด งานโครงการหลวง เพื่อให้การช่วยเหลือและพัฒนาประชาชนในพื้นที่ห่างไกลดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวงมี พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารโครงการหลวง
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโครงการหลวง และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานโครงการหลวง เป็นประจำทุกปี ขณะเดียวกัน โครงการหลวงยังขยายองค์ความรู้และการดำเนินงานไปยังต่างประเทศ โดยมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาในประเทศภูฏานด้วย
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
พลิก "บ้านห้วยม่วง" สู่ต้นแบบชุมชนพึ่งตนเอง
นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างในภาคเหนือที่สามารถพลิกฟื้น ก่อร่าง สร้างชุมชน รู้ รับ ปรับตัวสู่ความยั่งยืน ในฐานะหมู่บ้านพึ่งตนเอง เกษตรปลอดภัย ชุมชนปลอดภัย ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนและพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา พัฒนาทางเลือก" หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน
กฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ
จากข้อมูลติดตามผลของสถาบันปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานในพื้นที่ พบว่าการพัฒนาบ้านห้วยม่วงเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมก่อนปี พ.ศ.2563 เฉลี่ยประมาณ 260,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี เพิ่มเป็นประมาณ 480,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ในปี พ.ศ.2567
ลดพื้นที่เกษตรที่ใช้สารเคมีเข้มข้น พื้นที่สวนส้มที่ใช้สารเคมีลดลงมากกว่า 50% จากการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกและทำเกษตรผสมผสาน
สุขภาพของประชาชนมีแนวโน้มดีขึ้น ผลการตรวจเลือดโดยหน่วยงานสาธารณสุข ในพื้นที่พบแนวโน้มระดับสารเคมีสะสมในเลือดและความเสี่ยงด้านสุขภาพลดลง
ปัญหายาเสพติดในชุมชนลดลง จากการทำงานร่วมกันของฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และภาคีเครือข่าย พบว่าจำนวนผู้เสพและผู้ค้าในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับการพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำบ้านห้วยม่วงมีแหล่งน้ำสำคัญ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยม่วง ความจุ 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2526 และสระหนองบัว ความจุ 70,000 ลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถานการณ์น้ำที่รายงานระบุว่า ในปีนี้อ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำประมาณ 90% ของความจุ จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนและภาคการเกษตรในระยะยาว
ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยั่งยืนในระยะยาว สถาบันฯ วางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานรัฐ ตามแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระยะที่ 5 (พ.ศ.2571-2575) โดยบูรณาการแหล่งน้ำต้นทุน 3 แหล่งเข้าด้วยกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่นาวาง, อ่างเก็บน้ำห้วยม่วง และสระหนองบัว
- ระยะสั้น พ.ศ.2569–2570 จัดทำผังน้ำระดับตำบล และติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำและลดต้นทุนด้านพลังงาน
- ระยะกลาง จัดทำแผนบูรณาการงบประมาณ หรือ One Plan เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ
- ระยะยาว พ.ศ.2573–2575 ดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ เสริมความมั่นคงของสปิลเวย์ และพิจารณาความเป็นไปได้ในการผันน้ำ จากอ่างเก็บน้ำแม่นาวางมาเติม รวมถึงประสานการถ่ายโอนอ่างเก็บน้ำกลับไปอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน เพื่อให้การบำรุงรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ต้นแบบ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ราษฎร ต่อยอดและยกระดับกลุ่มอาชีพเดิมของชุมชน (กลุ่มผักปลอดภัย, ประมง, ไม้ดอก, แปลงข้าวลดต้นทุน) เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
นายกฤษดา ยังระบุว่า การขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตามหลักการ "3 แรงแข็งขยัน" ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานราชการ สถาบันปิดทองหลังพระฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ควบคู่กับแรงงานและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
ผลจากการพัฒนาโดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและตอบโจทย์ ด้านการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตรงตามความต้องการของประชาชน และศักยภาพชุมชน ทำให้ชุมชนบ้านห้วยม่วง สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนเป็นตัวอย่างความสำเร็จ
สู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ และขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริไปสู่พื้นที่อื่น ส่งผลให้บ้านห้วยม่วงได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ
สิ่งที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำลังขับเคลื่อนอยู่ขณะนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างเข็มทิศประเทศไทยในอนาคต สำหรับเป็นหลักยึดในยามที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความผันผวนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โดยยึดโยงเป้าหมายหลักของการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 4 ด้านตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยในภาวะวิกฤตในขณะนี้”
ปัจจุบันมีการขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักของการพัฒนาประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ใน 22 จังหวัด
ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 พลิกวิกฤต "บ้านห้วยม่วง" จากเกษตรเคมี สู่ชุมชนเกษตรปลอดภัย
10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ เทิดพระเกียรติ 100 ปี ชาตกาล รัชกาลที่ 9
หมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย 1.บ้านยอด ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน 2.บ้านห้วยม่วง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ 3.บ้านโคกล่าม และ 4.บ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี 5.บ้านโพนงาม ต.โพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ 6.บ้านโป่งลึก ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 7.บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 8.บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา 9.บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ 10.บ้านเหล่าฝ้าย ต.เหล่ากวาง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ
ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน
อ่านข่าว :
2 หมู่บ้านปลายด้ามขวานต้นแบบ ตามแนว "พระราชดำริ" พลิกพื้นที่วิกฤต สู่ชุมชนพึ่งตนเอง
"แผนแก้จน 5 ด้าน" อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก
ดันงานวิจัยแก้จนยั่งยืน บรรจุแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 หวังอุดช่องว่างคนฐานราก