Cover Image

Gen Z ไทยกำลังตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์มากขึ้น เป็นเพราะอะไร - BBC News ไทย

"เขาเอาไปหมดแล้ว 850,000 [บาท]" เหตุใด Gen Z ไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์มากขึ้น

เหยื่อการหลอกลวงออนไลน์วัยนักศึกษา ที่ถูกตำรวจเข้าให้ความช่วยเหลือแล้วในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2569

ที่มาของภาพ, ANTI CYBER SCAM CENTER/FB

คำบรรยายภาพ, เหยื่อการหลอกลวงออนไลน์วัยนักศึกษา ที่ตำรวจเข้าให้ความช่วยเหลือแล้วในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2569

"เขาเอาไปหมดแล้ว 850,000...หนูขอโทษ" เด็กหญิงวัย 19 ปีรายหนึ่งพูดออกมาทั้งที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าให้การช่วยเหลือ หลังเธอถูกมิจฉาชีพหลอกสูญเงินไปหลายแสน

ในคลิปวีดีโอที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของเธอ ตำรวจได้ยื่นโทรศัพท์ให้เหยื่อรายนี้คุยกับมารดา ก่อนที่เธอจะพยายามพูดออกมาได้เพียงคำว่า "หนูขอโทษ หนูขอโทษนะ"

เธอคือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงออนไลน์ และคนในวัยเช่นเธอก็กำลังตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงเช่นนี้มากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center - ACSC) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า "คนรุ่นใหม่" อายุ 19-22 ปี ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางออนไลน์สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน ก.ค.- ส.ค. ปีนี้ โดยพบการหลอกลวงออนไลน์ที่เหยื่อเป็นกลุ่มคนอายุ 19-22 ปี รวม 7,058 คดี มูลค่าความเสียหายสูงกว่า 207 ล้านบาท

ประเภทคดีที่คนวัยนี้ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. คือ การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ซึ่งมีรวมกว่า 5,160 คดี มูลค่าความเสียหาย 24 ล้านบาท แต่คดีที่พบว่าสร้างความเสียหายหนักที่สุดคือ คดีการถูกหลอกแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เช่น อ้างว่าเป็นตำรวจเพื่อสร้างเรื่องคดีปลอมทำการข่มขู่เหยื่อ ที่แม้มีเพียง 1,020 คดี แต่สร้างความเสียหายมูลค่ารวมถึง 169 ล้านบาท

ACSC เผยเมื่อเดือน เม.ย. ด้วยว่าจากสถิติ กลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อหลอกลวงทางออนไลน์มากที่สุด คือกลุ่มคนอายุ 21-30 ปี

ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้นไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่ใน สหรัฐฯ ผลการสำรวจจากบริษัทที่ปรึกษาดีลอยท์ (Deloitte) เมื่อปี 2567 ก็พบว่ากลุ่มคนเจนซี (Gen Z) หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1996-2012 มีโอกาสถูกหลอกลวงมากกว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ซึ่งเกิดระหว่างปี 1945-1965

โดยเกือบหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างเจนซี ระบุว่าบัญชีโซเชียลมีเดียของตนถูกแฮกในช่วงปี 2566 และเมื่อเทียบกับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์แล้ว เจนซีมีโอกาสมากกว่าถึงสองเท่าที่จะประสบปัญหาบัญชีโซเชียลมีเดียถูกแฮก, ตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์ หรือถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

ทำไมกลุ่มคนเจนซี ที่สังคมมองว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่มีความรู้เท่าทันด้านเทคโนโลยี จึงกลายเป็นกลุ่มคนที่โดนหลอกลวงออนไลน์มากขึ้นและมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ ได้

"อย่าคิดว่าคดีออนไลน์เกิดแต่กับผู้ใหญ่ ผู้เกษียณอายุ"

เมื่อปลายเดือน ส.ค. มีรายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีนักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ เข้าแจ้งความหลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างตัวเป็นพนักงานค่ายมือถือและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหลอกให้โอนเงินและส่งคนมารับเงินสดถึงที่พัก ทำผู้เสียหายสูญเงินไปเกือบ 11 ล้านบาท ภายในสามวัน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผู้เสียหายรายนี้ถูกหลอกว่ามีคนนำชื่อของตนไปเปิดเบอร์ที่ใช้หลอกลวงผู้อื่น จึงให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่จะได้มีการโอนสายให้ชายที่อ้างว่าเป็นตำรวจ เพื่อเพิ่มเพื่อนในไลน์ (Line) และวิดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่ปลอม โดยมิจฉาชีพอาศัยจังหวะที่ผู้เสียหายกำลังเครียดกับการเรียน ข่มขู่ให้หวาดกลัวว่าหากไม่ทำตาม สิ่งที่เรียนมาจะสูญเปล่าและพ่อแม่จะถูกจับกุมด้วย จึงแนะให้ไปโกหกครอบครัวว่าต้องการขอเงินไปเรียนต่อต่างประเทศ และนำเงินมาให้มิจฉาชีพเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

การหลอกลวงครั้งนั้นนำไปสู่การที่ผู้เสียหายนำเงินสดไปให้มิจฉาชีพ 3 ครั้ง รวม 6 ล้านบาท และโอนเงินผ่านบัญชีอีก 11 ครั้ง ทำให้ความเสียหายรวมเกือบ 11 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ทางเพจเฟซบุ๊กของเพจศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการเข้าช่วยเหลือสามนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลจากห้องพักแห่งหนึ่ง หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ถูกข่มขู่นานหลายวันให้นำเงินสดส่งมิจฉาชีพชาวจีนหน้าห้องพัก พวกเขาถูกกักตัวโดยมิจฉาชีพตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ก่อนถูกหลอกให้โทรบอกผู้ปกครองให้โอนเงินเพิ่ม พบยอดความเสียหายรวม 850,000 บาท

ในวันเดียวกันทางเพจเฟซบุ๊กข้างต้น ได้เผยแพร่วิดีโอการเข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิงวัย 19 ปี อีกราย ที่ถูกมิจฉาชีพอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และตำรวจ หลอกว่าได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ตรวจสอบพบว่ามีคดีติดตัว ก่อนโอนสายให้ตำรวจปลอมข่มขู่ สูญเงินไปรวม 800,000 บาท

ทั้งสามกรณีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีการหลอกลวงคนวัย 19-22 ปี ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. 2569 ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้ถูกหลอกลวง 3,419 คดี เสียหายมากกว่า 112 ล้านบาท ขณะที่ยอดคดีในเดือน ส.ค. 2569 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3,639 คดี เสียหายเกิน 94 ล้านบาท

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า นี่ถือเป็นช่วงเวลาแรกในรอบ 6 ปี ตั้งแต่มีการเปิดกองบัญชาการฯ ที่พบยอดผู้เสียหายอายุน้อยพุ่งสูงเช่นนี้

"เมื่อก่อนปี 2567-2568 มี[เหยื่อที่เป็นวัยรุ่น]น้อย น้อยมาก แต่มาแค่สองเดือนนี้ [ก.ค.-ส.ค. 2569] หมดไปตั้ง 207 ล้านบาท มันมีนัยสำคัญ เมื่อก่อนเวลาฉีดวัคซีน[ป้องกันให้รู้เท่าทันกลโกงออนไลน์] ก็มักเน้นไปที่ผู้มีอายุ ผู้เกษียณราชการ นักเทรดหุ้น เทรดทอง และคนทำงานซึ่งอายุก็ 30-45 ปี แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่… ฉะนั้นอย่าคิดว่าคดี[หลอกลวง]ออนไลน์เกิดแต่กับผู้ใหญ่ ผู้เกษียณอายุ"

เขาเสริมด้วยว่า การที่ยอดคดีของกลุ่มคนเจนซีเพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มมิจฉาชีพเปลี่ยนแนวทางในการหลอกลวงออนไลน์ เพิ่มวิธีการส่งคนมาพบและรับเงินสดจากผู้เสียหาย เพื่อเลี่ยงมาตรการอายัดบัญชีม้า

"ที่มันเปลี่ยนไปในสองเดือนที่ผ่านมา (ก.ค.-ส.ค. 2569) คือมันไม่ใช่ออนไลน์อย่างเดียว อย่างเช่นเมื่อก่อนใช้บัญชีม้าจากนิติบุคคลแล้วโอนเงินไปเข้ากระเป๋าวอลเล็ทคริปโต ซึ่งมันมีความชัดเจนในเส้นทางการเงินออนไลน์ อย่างนั้นเราตามแบบสบาย ๆ... แต่ปัจจุบันมีการ on-ground (ลงพื้นที่จริง) เพิ่มเข้ามา" พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

รองผู้บัญชาการ บช.สอท. บอกด้วยว่า การที่กลุ่มคนเจนซีเชื่อมั่นในตัวเองสูงว่าไม่เคยกระทำความผิดและพร้อมให้ตรวจสอบ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้พวกเขาตกเป็นกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพได้ด้วยเช่นกัน

"เจนซีมีความมั่นใจสูง เชื่อตัวเองว่าฉันไม่เคยทำผิดอะไร ถ้าคุณอยากจะตรวจสอบก็เอาเงินไปเลย... คิดว่าแค่โดนการเงินมาตรวจสอบแค่นี้ อยากมาเอาเงินที่หอพักก็เอาไป แต่ลืมไปว่านี่คือจิตวิทยาที่มิจฉาชีพเริ่มเปลี่ยนแนวทาง"

ด้าน รศ.ดร.เกริก ภิรมย์โสภา จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่าเขา "ไม่แปลกใจ" กับกรณีที่เกิดขึ้น

"แปลกใจที่มันเพิ่งมาเกิดมากกว่า เพราะว่าถ้าเราเปรียบเทียบจริง ๆ ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีมันหมายความว่าเขา[เจนซี]ใช้อุปกรณ์คล่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขารู้เท่าทันคน"

สาเหตุที่ทำให้เจนซีโดนมิจฉาชีพหลอกคืออะไร ?

เหตุใดคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล และควรมีความรู้เท่าทันภัยทางออนไลน์ กลับตกเป็นเหยื่อออนไลน์สแกมเมอร์มากขึ้น รศ.ดร.เกริก มองว่าปัจจัยหนึ่งคือความรู้ไม่เท่าทันทางพฤติกรรมและจิตวิทยา

"ผู้ร้ายไม่ได้จู่โจมหรือโจมตีทางเทคโนโลยี ไม่ได้จี้ไปที่ปัญหาความคล่องแคล่วหรือไม่คล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี แต่ผู้ร้ายไปโจมตีที่บุคคลด้วยวิธีคิดด้วยพฤติกรรม"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เขาอธิบายต่อว่า คนร้ายมองเห็นจุดอ่อนของการผูกติดตัวเองกับโลกออนไลน์ของวัยรุ่น ทั้งการหาเพื่อนพูดคุยและช่วยดูการบ้าน คนร้ายจึงสามารถใช่ช่องว่าง "เข้ามาตีสนิท เข้ามาทำความรู้จัก หรือบางทีก็ใช้จิตวิทยาทำให้เด็กกลัว"

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ แสดงทัศนะคล้ายกันว่า กลโกงที่โดดเด่นมากขึ้นในเรื่องการใช้ "จิตวิทยาของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี" เป็นเหตุทำให้คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อมากขึ้น

"คนร้ายไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่เขาเรียนจิตวิทยาไปด้วย โดยสร้างความน่าเชื่อถือ อ้างเจ้าหน้าที่ มีภาพปลอม รีวิวปลอม ปลอมแปลงเอกสารหมายค้นหมายจับ... สร้างความกลัว"

อย่างไรก็ดี การใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยามาเพื่อหลอกลวงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อเราย้อนไปดูพาดหัวข่าวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็จะพบรูปแบบของการหลอกลวงออนไลน์ที่ใช้การหลอกลวงทางจิตวิทยามาประกอบ เช่น โรแมนซ์สแกม (romance scam) หรือการหลอกให้หลงรักเชื่อใจเพื่อแสวงหาประโยชน์ แต่รองผู้บัญชาการ บช.สอท. มองว่าคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ติดตามข่าวสารเรื่องนี้ จึงทำให้ตกเป็นเหยื่อ

"น้อง ๆ เจนซีส่วนใหญ่ก็ไปดูละครจีนแนวตั้ง ส่วนใหญ่ไปดูเนื้อหาอื่น ๆ ที่มันดูแล้วมันสนุก อย่างตำรวจพูดดูแล้วมันน่าเบื่อ มันเรื่องเดิม ๆ แต่พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่ามันจะมีโอกาสมาถึงเรา" พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ กล่าว

อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จาก จุฬาฯ ก็แสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า เด็กรุ่นใหม่อาจขาดการตามข่าวสาร ไม่ทราบกลโกงต่าง ๆ และเชื่อมั่นว่าตนไม่น่าตกเป็นเหยื่อ

"บางทีเขาไม่ได้ตามข่าว เขาก็แค่รู้ว่ามี[คน]โดนหลอก แต่เขาอาจจะไม่ได้รู้เรื่องเทคนิควิธีการ จากที่เคยได้คุยกับน้องบางคนที่โดนหลอก เขาก็บอกว่ารู้สึกเสียใจมากที่ตัวเองโดนหลอกเป็นเหยื่อ ไม่คิดว่าจะโดน แต่จริง ๆ ก็คือน้องไม่เคยทราบว่าเขาหลอกกันแบบนี้" รศ.ดร.เกริก กล่าว

การเสริมภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นใหม่

ด้าน รองผู้บัญชาการ บช.สอท. ระบุว่าสิ่งสำคัญในการป้องกันคนรุ่นใหม่ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ คือการแนะคนรุ่นใหม่ไม่ให้หลงเชื่ออะไรง่ายเกินไป เพราะแม้แต่หน้าตาหรือเสียงผู้ปกครองก็สามารถถูกปลอมแปลงได้ด้วยเทคโนโลยีเอไอ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

"สอนในเรื่องการตรวจเช็กข้ามหน่วยงาน เช่นหากมีสายโทรมาบอกว่าได้รับทุนการศึกษา ก็ควรโทรไปตรวจสอบกับสถาบันว่ามีการมอบทุนจริงหรือไม่ หรืออาจลองวางสายแล้วโทรกลับไปว่าโทรติดหรือไม่ เพื่อดูว่ามีการใช้เทคโนโลยีซิมบ็อกซ์ (Sim Box) หรือไม่"

ทั้งนี้ Sim Box คือเครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ดที่กลุ่มสแกมเมอร์นิยมใช้ เพื่อให้โทรศัพท์หนึ่งเครื่องสามารถส่งสัญญาณออกได้หลายเบอร์โทร และยังทำให้สามารถโทรจากต่างประเทศมาไทยได้โดยแสดงเป็นเบอร์โทรในไทย แต่เมื่อโทรไปหาเบอร์ดังกล่าวจะโทรไม่ติด

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ย้ำด้วยว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ "ตั้งสติ ไม่รีบโอน ไม่คล้อยตาม"

"ต้องไม่เชื่อไว้ก่อน ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ก็คือการตั้งสติไม่ไปตามเกมที่เขา[มิจฉาชีพ]วางไว้ ไม่โอน ต้องมั่นใจในสิ่งที่จะทำ เพราะส่วนใหญ่เหยื่อมันจะถูกเร่ง ต้องดูให้ดี" เขาเสริม

ขณที่ รศ.ดร.เกริก แสดงทัศนะว่าควรมีการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับวัยรุ่นทั้งในสถานศึกษาและเริ่มจากทางบ้าน

"ถ้าเกิดว่าเราช่วยกันสอนเด็กมัธยมปลายที่เริ่มมีบัญชีธนาคารได้ เด็กมหาวิทยาลัยที่ทำธุรกรรมทางการเงินแยกออกจากพ่อแม่แล้ว ผมคิดว่าถ้าเราออกแรงช่วยกันสร้างสื่อสอนเด็กให้เขารู้ มองโลกในแง่ร้ายบ้างว่าคนที่เข้ามาไม่ได้หวังดีเสมอไป มีลักษณะสแกมเมอร์เป็นผู้ร้ายอยู่เยอะรอบตัว ก็จะทำให้เขามีภูมิคุ้มกัน"

เขาเสริมว่าควรมีการอบรมเรื่องการใช้ OTP (One Time Password) หรือรหัสผ่านครั้งเดียวที่ใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์ หรือสอนว่าการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนรับของเป็นเรื่องไม่ควรทำ รวมถึงสอนว่าการเปิดวิดีโอคุยกับคนที่ไม่รู้จักก็เป็นสิ่งไม่ควร ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอ้างตัวว่าเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ และครอบครัวก็ต้องไม่พูดกล่าวโทษซ้ำรุนแรงเกินเหมาะสม เพื่อให้เด็กกล้าออกมาบอกเมื่อทำผิด

"ในมุมหนึ่งผู้ใหญ่อย่ามองว่าเขาอายุ 15 หรือ 16 หรือ 18 เข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาโต จริง ๆ แล้วก็คือเขาตัวโตแต่บางครั้งบางมุม ทักษะรอบตัว มุมมองทางด้านสังคม หลาย ๆ คนก็ยังเป็นเด็กอยู่ ฉะนั้นเราต้องช่วยกันสอนเขา ต้องทำให้เขามีภูมิคุ้มกันในสังคม"

Back To Top