ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ‘ศรัณย์วุฒิ’ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีเสียบบัตรแทนกัน ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ทำสภาเสื่อมเสีย
วันนี้ (16 กันยายน) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จากกรณีเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2556 โดยศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ชี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งในวันดังกล่าว ศรัณย์วุฒิได้เดินทางไปจังหวัดสุโขทัย แต่กลับปรากฏว่ามีการนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของตนไปให้ ส.ส. รายอื่นใช้กดปุ่มแสดงตนและลงคะแนนเสียงแทน
ในการต่อสู้คดี ศรัณย์วุฒิให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้นำบัตรกลับหลังเลิกประชุม และมักมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาชื่อ เสริมศรี นำบัตรไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ เสริมศรีถูกสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นแล้วจากกรณีเสียบบัตรแทนกันในลักษณะเดียวกัน จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่น่าจะกล้ากระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนี้ กฎระเบียบของสภายังไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำบัตรของ ส.ส. ไปเสียบเพื่อจองที่นั่งได้
ศาลยังชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงเจตนาว่า บัตรประจำตัว ส.ส. มีภาพถ่ายและชื่อระบุชัดเจน ยากที่จะเกิดความหลงลืมหรือหยิบผิด การลงคะแนนแทนยังต้องทำหลายขั้นตอนและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการโหวตของศรัณย์วุฒิและมติพรรค แสดงให้เห็นว่าต้องมีการตกลงมอบบัตรให้กันล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำโดยพลการของ ส.ส. รายอื่น
ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองเพราะเคยอภิปรายพาดพิง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ศาลมองว่าไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากจุดเริ่มต้นของคดีมาจากหลักฐานที่ชัดเจนว่า ศรัณย์วุฒิเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยเครื่องบินจริง และมีผู้ลงคะแนนแทนจริง โดยไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการถูกขู่เข็ญหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อปรักปรำ
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากจึงสรุปว่า การกระทำของศรัณย์วุฒิเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ ‘หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง’ และฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมสภา ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขัดต่อคำปฏิญาณตน และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องตกไป
ศาลจึงพิพากษาว่า ศรัณย์วุฒิมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากคำให้การในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน และด้วยพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะอ้างเหตุผลด้านปัญหาสุขภาพ ศาลก็มองว่าสามารถเข้ารับการรักษาผ่านระบบของกรมราชทัณฑ์ได้ จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ศรัณย์วุฒิได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
ภาพ: แฟ้มภาพ