Cover Image

พิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง คนไทยแบกหนี้เฉียด 8 แสนบาท/ครัวเรือน สูงสุดตั้งแต่ปี 2552 คาดสิ้นปีทั้งระบบแตะ 16.6 ล้านล้านบาท

ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนปี 2569 พบ 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ เฉลี่ย 794,945 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 7.3% และสูงสุดในรอบ 17 ปี คาดปลายปีหนี้ครัวเรือนทั้งระบบอาจพุ่งแตะ 16.5-16.6 ล้านล้าน

วันที่ 17 ก.ย. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง

ทั้งนี้ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า

อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3%

ภาพคนไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น 1ภาพคนไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น 2

ธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มาจากภาระทางการเงินในครอบครัว 15.6% รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 15.5% ค่าครองชีพสูงขึ้น 14.1% และมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 11.8% ขณะที่ 9.4% ก่อหนี้เพิ่มเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจ

ด้านความสามารถในการชำระหนี้ พบว่า 73.1% ยังสามารถชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% ประเมินว่าสามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ 67.5% ของกลุ่มตัวอย่างเคยประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 32.2% รายได้ลดลง 24.8% เศรษฐกิจไม่ดี 21.3% ยอดชำระเพิ่มขึ้น 11.4% และตกงาน 10.4%

ในอีก 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างยังมองสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในเชิงลบ โดย 25.2% คาดว่าจะแย่ลงเล็กน้อย และ 18.9% คาดว่าจะแย่ลงมากหรือปัญหารุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มองว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.9% และมองว่าจะดีขึ้นมากหรือได้รับการแก้ไข 4%

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4%

ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%

ธนวรรธน์ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

Back To Top