Cover Image

ยึดทรัพย์ 720 ล้าน สมีโชติ ตั้งมูลนิธิเถื่อนยักยอกเงินเข้าบัญชีตัวเอง

ตำรวจเปิดข้อมูล สมีโชติ ตั้งมูลนิธิเถื่อนรับโอนเงิน ยักยอกจากมูลนิธิเข้าบัญชีตัวเองจำนวนมาก ล่าสุดยึดทรัพย์ 720 ล้าน

11 กันยายน 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบังคับการปราบปราม, ผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุม สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ คนสนิท ในคดีทุจริตเงินวัด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดีเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าอดีตเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมส่อทุจริตนำเงินของวัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่สืบสวนทางลับอย่างระมัดระวัง เนื่องจากวัดดังกล่าวเป็นที่เคารพศรัทธาของนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมาก

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบความผิดปกติอย่างชัดเจนใน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ เงินจากการเช่าวัตถุมงคลมูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท และเงินบริจาคเพื่อบำรุงวัดมูลค่ากว่า 89 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 92 ล้านบาท ซึ่งไม่พบว่าถูกโอนเข้าบัญชีของทางวัดแต่อย่างใด แต่กลับถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีของ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ ที่อดีตเจ้าอาวาสเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2568 ก่อนจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของตนเองและสีกาคนสนิท โดยมีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดเพื่อบังหน้า ทั้งที่มูลนิธิดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ออกใบอนุโมทนาบัตรเพื่อลดหย่อนภาษีได้

เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และสมคบกันฟอกเงิน ก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุดเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

ผลการตรวจค้นสร้างความตกตะลึง เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการแปรสภาพเงินทำบุญ ซุกซ่อนอยู่ตามกุฏิและบ้านพักรวมมูลค่ากว่า 720 ล้านบาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของอดีตเจ้าอาวาสกว่า 498 ล้านบาท

สมีโชติ ตั้งมูลนิธิเถื่อนรับโอนเงิน ก่อนยักยอกเข้าบัญชีตัวเอง ยึดทรัพย์สินถึง 720 ล้าน

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. กล่าวว่า “ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว” ตำรวจตรวจสอบมา 2 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบความเลื่อมใสศรัทธา จนมั่นใจแล้วจึงหารือกับผู้ใหญ่เข้าจับกุม พร้อมกับสีกา หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คลายข้อสงสัยและยืนยันว่า วัดยังคงอยู่ ศาสนายังคงอยู่ และไม่อยากให้คิดว่า สิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะหายไป อยากให้พุทธศาสนิกชนไปชมไปเที่ยวไปทำบัญไหว้พระ น่าจะดีกว่า หวังวัตถุมงคลจากคนบางส่วน ที่จ้องหาผลประโยชน์จากการทำบุญจากศรัทธา

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ตอบคำถามเพิ่มเติมว่า หากท่านทำถูกไม่ต้องกลัวว่าตำรวจสอบสวนกลางจะไปก้าวล่วง ส่วนกรณีประเด็นเรื่องการตรวจยึดโต๊ะกลมสีส้มนั้น ไม่ใช่ประเด็นของตำรวจในคดีอาญา และการที่เอาโต๊ะออกไปจากวัด เป็นการเอาสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด

“โต๊ะไม่ต่างจากขยะ กลัวว่าจะมีคนแผลงตามไปเช็กอินตามรอย จึงอยากให้ประชาชนไปตามรอยสิ่งที่สร้างสรรค์ ดังนั้นการกวาดลานวัด ก็ควรนำสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด เพราะโต๊ะไม่ใช่สาระสำคัญทางคดีอาญา”

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ บอกถึงข้อมูลมูลนิธิเพิ่มเติมด้วยว่า มูลนิธิที่นายโชติจัดตั้งขึ้นชื่อ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และเพิ่งจัดตั้งเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยเพิ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบไม่ได้ และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า สำหรับไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่าสีกาเข้ามาอยู่ที่วัดตั้งแต่ปี 2550 เป็นโยมอุปอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไร ตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนล้มละลายตั้งแต่ปี 2562 ก่อนที่จะปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้าน 2 หลัง มีทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก

ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวว่า ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนั้น สีกาคนสนิทให้การปฏิเสธ และอ้างว่าเงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฏที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนนายโชติ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ แต่ไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้

Back To Top