ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน
ไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุดในพื้นที่รอบเมืองสโปเคน รัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ยังคงลุกลามอย่างหนัก หลังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีสิ่งปลูกสร้างถูกไฟเผาทำลายอย่างน้อย 700 แห่ง และต้องอพยพประชาชนราว 65,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายวัย 37 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลอบวางเพลิง
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสำรวจทางอากาศพบสิ่งปลูกสร้างที่อาจได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายอยู่ระหว่าง 700 ถึง 1,110 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปตรวจสอบ
ไฟป่าทั้ง 3 จุดเผาผลาญพื้นที่รวมกว่า 8,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 20,000 ไร่ โดยไฟที่รุนแรงที่สุดคือไฟป่า "โอลด์ เทรลส์" ซึ่งลุกลามข้ามแม่น้ำสโปเคนเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ ก่อนลุกลามเข้าสู่เขตเมืองและพื้นที่ชุมชน ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นบ้านเรือนจำนวนมากถูกเผาจนเหลือเพียงปล่องไฟ อิฐ และฐานราก ขณะที่บ้านบางหลังในบริเวณใกล้เคียงกลับไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง
จอห์น โนเวลส์ เจ้าหน้าที่เมืองสโปเคน เปิดเผยว่า ประชาชนราว 65,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพ โดยเจ้าหน้าที่พยายามติดต่อประชาชน 14 คนที่ยังไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ แต่ยังไม่มีการประกาศว่าบุคคลเหล่านี้สูญหาย
ลิซา บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองสโปเคน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความเสียหายเป็นรายพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังจุดที่อาจเกิดไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง และยังไม่สามารถระบุได้ว่าประชาชนจะกลับเข้าบ้านได้เมื่อใด โดยบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
สำนักงานเขตสโปเคนเคาน์ตี้เปิดเผยว่า นายแอรอน เอฟ. ฟารินาชชี วัย 37 ปี ถูกจับกุมและตั้งข้อหาต้องสงสัยว่าวางเพลิงในเหตุการณ์ไฟป่าโอลด์เทรลส์ เขาถูกควบคุมตัวโดยมีวงเงินประกันตัว 1 ล้านดอลลาร์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขามีทนายความที่จะว่าความในนามของเขาหรือไม่
ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจพบผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้อย่างหนักได้ โดยมีรายงานว่าประชาชนบางส่วนอาจสูญหายระหว่างการอพยพ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 1,100 นายกำลังต่อสู้กับไฟทั้ง 3 จุด ขณะที่เครื่องบินดับเพลิงถูกส่งขึ้นบินเพื่อโปรยสารหน่วงไฟลงบนแนวไฟ อย่างไรก็ตาม ณ วันจันทร์ (3 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมแนวไฟได้อย่างสมบูรณ์ในจุดใดเลย
สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยจากอุณหภูมิที่ลดลง ความชื้นเพิ่มขึ้น และลมอ่อนลงในวันจันทร์และอังคาร ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรุกคืบควบคุมไฟได้มากขึ้น แต่คาดว่าสภาพอากาศจะกลับมาร้อนจัดอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ โดยอุณหภูมิอาจพุ่งขึ้นถึงช่วงกลางถึงปลาย 30 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ลดลงเหลือเพียงเลขหลักสิบ
บ็อบ เฟอร์กูสัน ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยระบุว่ารัฐเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อุณหภูมิสูงผิดปกติ และลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองสโปแคน
ไฟป่าสโปเคนเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่จำนวนมากที่กำลังลุกไหม้ในรัฐวอชิงตัน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีไฟป่าขนาดใหญ่ประมาณ 15-16 จุดทั่วรัฐ กินพื้นที่รวมกว่า 250,000-262,000 เอเคอร์ เดวิด อัปธโกรฟ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็น “ฤดูไฟป่าที่รุนแรงเป็นพิเศษ” ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ
ข้อมูลของศูนย์ดับเพลิงระหว่างหน่วยงานแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้เกิดไฟป่าทั่วประเทศแล้ว 44,722 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันในรอบอย่างน้อย 10 ปี และเผาผลาญพื้นที่ไปเกือบ 5.2 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านเฮกตาร์
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภัยแล้งที่ยืดเยื้อและอุณหภูมิร้อนจัด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก
แดเนียล สเวน นักภูมิอากาศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า พื้นที่ตะวันออกของรัฐวอชิงตันเพิ่งเผชิญหนึ่งในฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนหิมะอย่างรุนแรง และเพิ่มความแห้งแล้งในฤดูไฟป่า
นอกจากรัฐวอชิงตันแล้ว ไฟป่ายังลุกลามในรัฐไอดาโฮ รัฐโอเรกอน และรัฐยูทาห์ รวมถึงรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา โดยหลายพื้นที่กำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการลุกลามของไฟ
เจ้าหน้าที่เตือนว่า การต่อสู้กับไฟป่าในภูมิภาคจะยังเป็นภารกิจที่ท้าทาย เนื่องจากหลังช่วงอากาศเย็นลงในระยะสั้น อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และลมแรงมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นอีกครั้ง.
ที่มา AFP / Reuters / Associated Press