ดีเดย์ พ.ค. 70 จ่ายเงินเดือนข้าราชการผ่าน “อีเพย์โรล” ผูกพร้อมเพย์–ป้องกันสวมสิทธิ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ (National e-Payment) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินของประเทศให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล และได้พัฒนาระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ (e-Payroll)
โดยการเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินเดือนให้กับข้าราชการและค่าจ้างประจำให้กับลูกจ้างประจำผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชนกับบัญชีเงินฝากธนาคาร แทนการใช้เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร เบื้องต้นสามารถลงทะเบียนพร้อมเพย์ผ่านช่องทางที่ธนาคารกำหนด และเริ่มจ่ายเงินเดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ซึ่งยังไม่รวมการจ่ายบำนาญให้แก่ผู้รับบำนาญ
ทั้งนี้ ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ขอให้ดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน โดยสามารถลงทะเบียนกับธนาคารใด เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารใดก็ได้ตามความประสงค์ ส่วนกรณีข้าราชการหรือลูกจ้างประจำที่มีภาระสินเชื่อผูกพันอยู่กับธนาคารที่ใช้รับเงินเดือนและค่าจ้างประจำเดิม ซึ่งขอให้ส่วนราชการกำชับให้การลงทะเบียนพร้อมเพย์กับบัญชีเงินฝากธนาคารเดิม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดการภาระหนี้สินและสินเชื่อ
สำหรับสินเชื่อผูกพันดังกล่าว เช่น สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ และสินเชื่ออเนกประสงค์สำหรับบุคลากรภาครัฐ ของธนาคารกรุงไทย, สินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน Benefit Plus Loan ของธนาคารทหารไทยธนชาต, สินเชื่อ Salary เปย์ เพื่อบุคลากรภาครัฐ ของธนาคารออมสิน ตลอดจนสินเชื่อสำหรับลูกค้า Bualuang Payroll และสินเชื่อบัวหลวงอุ่นใจ ของธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น ซึ่งไม่รวมสินเชื่อที่มีบันทึกข้อตกลง (MOU) เช่น สินเชื่อผ่อนชำระเพื่อที่อยู่อาศัย หรือหนี้สหกรณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อลงทะเบียนพร้อมเพย์แล้ว ให้ยื่นแบบยืนยันข้อมูลการลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชนต่อส่วนราชการต้นสังกัด โดยให้ส่วนราชการระดับกรมแจ้งข้อมูลข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้กรมบัญชีกลางทราบภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569
“การปรับการจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างประจำ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชนแทนการใช้เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของกระบวนการจ่ายเงินภาครัฐ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดการจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งยังสนับสนุนยืนยันตัวตนของผู้รับเงินตามหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันการแสวงหาประโยชน์ เพื่อสวมสิทธิและการหลอกลวงทางการเงินที่เกี่ยวข้อง” นางแพตริเซีย กล่าว
Back to top button