ณพลเดช ดัน 7 สถานีตรวจแม่น้ำกก เปลี่ยนข้อมูลเป็นหลักฐาน เปิดทางประกาศเขตภัย-ช่วยประชาชน-นำเสนอ UN
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ประเทศจีน ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษากรรมการที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ในคณะกรรมาธิการงบประมาณ 2570 สภาผู้แทนราษฎร เปิดมุมมองต่อกรณีสื่อออนไลน์ Lanner เผยแพร่ผลตรวจสารปนเปื้อนในพืชบริเวณริมแม่น้ำกก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการตรวจพบโลหะหนักหลายชนิดในพืชจากการติดตามหลายรอบ โดยพบทั้งแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู และบางตัวอย่างถูกระบุว่ามีค่าเกินมาตรฐาน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาแม่น้ำกกไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ปัญหาน้ำ” หรือ “ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร” แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ น้ำ ตะกอน ดิน การเกษตร อาหาร สุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหารของพื้นที่
ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษยังคงติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนในแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง โดยผลตรวจในปี 2569 ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดของแม่น้ำกกและลำน้ำที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความจำเป็นของระบบเฝ้าระวังระยะยาวที่มีข้อมูลต่อเนื่องมากกว่าการตรวจเป็นครั้ง ๆ
ก่อนหน้านี้ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้สะท้อนปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและเรียกร้องให้รัฐจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นแหล่งกำเนิดมลพิษจากพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมายังคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์อย่างต่อเนื่อง
7 สถานี ต้องเปลี่ยน “การตรวจ” เป็น “ระบบเฝ้าระวัง”
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งเดินหน้าคือการทำให้ สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำและระบบเซ็นเซอร์ทั้ง 7 แห่ง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ติดตั้งไว้แล้วรอเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูล แต่ต้องพัฒนาให้เป็น ระบบเฝ้าระวังอัตโนมัติของลุ่มน้ำกก
เมื่อสถานีทั้ง 7 แห่งเริ่มทำงาน ข้อมูลควรถูกส่งเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ แสดงผลเป็นปัจจุบัน และสามารถติดตามย้อนหลังได้ ทำให้หน่วยงานรัฐเห็นความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านพื้นที่ชายแดน ไปจนถึงพื้นที่ตอนกลางและปลายน้ำ
นี่คือการเปลี่ยนจาก
“ตรวจพบเมื่อเกิดปัญหา”
ไปสู่
“เฝ้าระวังและเตือนภัยก่อนปัญหาขยายตัว”
เพราะคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่า
“เมื่อเดือนที่แล้วน้ำเป็นอย่างไร?”
แต่คือ
“วันนี้แม่น้ำกกเป็นอย่างไร และกำลังเปลี่ยนแปลงไปทางไหน?”
จากเซ็นเซอร์ 7 จุด สู่ฐานข้อมูลเพื่อคุ้มครองประชาชน
หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องมือ 7 แห่ง แต่คือการนำข้อมูลจากทั้ง 7 แห่งมาประกอบกันจนสามารถเห็น ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งลุ่มน้ำ
หากสถานีต้นน้ำพบความผิดปกติ และสถานีถัดลงมาตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อใด อยู่บริเวณใด และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด
ข้อมูลลักษณะนี้มีคุณค่ามากกว่าการตรวจเพียงครั้งเดียว เพราะสามารถสร้าง Timeline ของมลพิษ และเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
ข้อมูล 7 สถานี ต้องนำไปสู่การคุ้มครองประชาชน
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า เมื่อมีระบบเฝ้าระวังที่สามารถแสดงข้อมูลอย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งสำคัญต่อไปคือ ข้อมูลต้องถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจของภาครัฐ
หากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงหรือมีผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม รวมถึง การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑ์และอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กล่าวง่าย ๆ คือ
ข้อมูลต้องไม่หยุดอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของราชการ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชน
หากเกิดสถานการณ์ที่เข้าเกณฑ์ การมีข้อมูลคุณภาพน้ำที่ต่อเนื่องและตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยให้ภาครัฐมีหลักฐานประกอบการกำหนดพื้นที่ได้รับผลกระทบ ประเมินความเสียหาย และวางมาตรการช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น
“งบประมาณต้องตามข้อมูล ไม่ใช่ข้อมูลตามงบประมาณ”
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ในอนาคตการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาไม่ควรตั้งอยู่บนการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเป็นฐาน
เมื่อรู้ว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ ระดับความรุนแรงเป็นอย่างไร และประชาชนได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด รัฐจะสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งด้านน้ำสะอาด การเกษตร การฟื้นฟูพื้นที่ การตรวจสุขภาพประชาชน และการชดเชยหรือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
“ผมอยากเห็นข้อมูล 7 สถานีถูกเปลี่ยนเป็นระบบตัดสินใจของรัฐ ไม่ใช่แค่ระบบตรวจวัด เพราะสุดท้ายประชาชนไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าค่าสารหนูเท่าไร แต่ต้องการรู้ว่า แล้วรัฐจะทำอะไรให้เขา”
ต้องพิสูจน์ต้นทางมลพิษข้ามพรมแดน
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดโลหะหนัก ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ไทยต้องเดินหน้าตรวจสอบตั้งแต่ ต้นน้ำ พื้นที่ชายแดน จุดรับน้ำ พื้นที่ตอนกลาง และปลายน้ำ
การมีข้อมูลจากหลายสถานีและหลายช่วงเวลาจะช่วยให้การวิเคราะห์เส้นทางของสารปนเปื้อนมีความชัดเจนขึ้น
หากพบความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำกับเหตุการณ์หรือกิจกรรมในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา ข้อมูลดังกล่าวก็จะมีความสำคัญต่อการเจรจาระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การระบุแหล่งกำเนิดต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรสรุปจากการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว
“เราต้องทำให้ข้อมูลเป็นผู้พูด ไม่ใช่ให้การเมืองเป็นผู้พูด”
จากเชียงรายสู่ UN
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งคือการนำข้อมูลจากระบบตรวจวัดทั้ง 7 แห่งมาจัดทำเป็น ฐานข้อมูลสถานการณ์แม่น้ำกก ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำ ตะกอน ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และผลกระทบต่อประชาชนเข้าด้วยกัน
เมื่อข้อมูลมีความต่อเนื่อง มีมาตรฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ ประเทศไทยจะมีฐานข้อมูลที่มีน้ำหนักมากขึ้นในการสื่อสารกับประชาคมโลก
จากนั้นสามารถนำไปประกอบการจัดทำรายงานและนำเสนอต่อ องค์การสหประชาชาติ (UN) และกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานการณ์จากข้อมูลจริงในพื้นที่
ที่ผ่านมา ปัญหาแม่น้ำกกมีการติดตามทั้งด้านคุณภาพน้ำ ตะกอน และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้สั่งการให้เฝ้าระวังสารหนูในกลุ่มเสี่ยง อาหาร และน้ำประปาในพื้นที่
ดังนั้น การสร้างฐานข้อมูลแบบต่อเนื่องจึงมีความสำคัญต่อการทำให้ปัญหานี้สามารถสื่อสารในระดับนานาชาติได้อย่างมีหลักฐาน
“ให้โลกเห็นว่าเชียงรายกำลังเผชิญอะไร”
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเชียงรายมีคำถามง่าย ๆ ว่า
“น้ำที่เราใช้ปลอดภัยหรือไม่?”
“ผลผลิตของเราปลอดภัยหรือไม่?”
“สารปนเปื้อนมาจากไหน?”
และที่สำคัญ
“ถ้าประชาชนได้รับผลกระทบ รัฐจะช่วยเหลืออย่างไร?”
ระบบ 7 สถานีจะเป็นส่วนสำคัญในการตอบคำถามเหล่านี้ด้วยข้อมูล
“ผมอยากให้วันที่ระบบทำงาน ประชาชนสามารถเปิดดูข้อมูลได้ด้วยตัวเอง เห็นได้ว่าแม่น้ำกกวันนี้เป็นอย่างไร จุดไหนมีความผิดปกติ และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร”
“เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายจะไม่ใช่เพียงเรื่องที่คนเชียงรายพูดกันเอง แต่จะเป็นข้อมูลที่นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และประชาคมโลกสามารถมองเห็นและตรวจสอบได้”
“7 สถานี ไม่ใช่แค่เครื่องตรวจ แต่คือหลักฐานของประชาชน”
ดร.ณพลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาแม่น้ำกกต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้ง การตรวจจับ การเฝ้าระวัง การเตือนภัย การประเมินผลกระทบ การช่วยเหลือประชาชน การพิสูจน์ต้นเหตุ และการเจรจาระหว่างประเทศ
โดยข้อมูลจาก 7 สถานีจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมทุกเรื่องเข้าด้วยกัน
“เราต้องทำให้ข้อมูลจากแม่น้ำกกพูดแทนประชาชนเชียงราย”
“ถ้าประชาชนเดือดร้อน ต้องมีข้อมูลยืนยัน ถ้ามีภัย ต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ถ้าต้องช่วยเหลือ ต้องมีข้อมูลระบุพื้นที่และความเสียหาย และถ้าต้องนำเรื่องขึ้นสู่เวทีโลก เราก็ต้องมีหลักฐานที่โลกตรวจสอบได้”
“ผมจึงมองว่า 7 สถานีนี้ไม่ใช่เพียงสถานีตรวจน้ำ แต่คือระบบเฝ้าระวัง ระบบเตือนภัย ฐานข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือประชาชน และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้เสียงของคนเชียงรายถูกได้ยินไปถึงประชาคมโลกและ UN”
