Cover Image

'รุทธพล' เปิด 7 นโยบายยุติธรรมเชิงรุก ลุยยาเสพติด-สแกมเมอร์-แก้หนี้ประชาชน

รมว.ยุติธรรม เปิด 7 นโยบายกระทรวงยุติธรรม กำชับทุกหน่วยเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชน ลดขั้นตอน-ไม่ปล่อยเรื่องค้างนาน ชูกองทุนยุติธรรมช่วยคนยากจน เดินหน้าปราบยาเสพติด-สแกมเมอร์ เผยมหกรรมแก้หนี้ 23 ครั้ง ไกล่เกลี่ยกว่า 40,000 ราย ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท

12 กันยายน 2569 - เวลา 09.05 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD ถึงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงยุติธรรม ภายใต้หลักคิดที่ว่า “กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” ว่า กระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และนำมากำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้นโยบายหลัก 7 ข้อ

ประกอบด้วย 1. การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2. การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3. การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4. การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5. การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6. การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ 7. การบริหารงานอย่างมืออาชีพ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินงานและกำชับทุกกรม รวมถึงทุกหน่วยงานในสังกัดให้เร่งรัดการปฏิบัติ จากเดิมที่บางเรื่องใช้เวลาหลายเดือน โดยร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ตั้งแต่ขั้นตอนรับเรื่องไปจนถึงการส่งต่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและการเยียวยารวดเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคำกล่าวที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ซึ่งเป็นภาพจำของคนมาช้านาน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีกลไกช่วยเหลือประชาชน ทั้งการประกันตัว การให้คำปรึกษากฎหมาย และการเยียวยาผู้เสียหาย ผ่านกลไกต่างๆ เช่น กองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชน และช่องทางสายด่วน

สำหรับกองทุนยุติธรรม เป็นแหล่งเงินช่วยเหลือประชาชนที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประกันตัวและค่าจ้างทนายความ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณีโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของคณะกรรมการที่รับผิดชอบ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดว่า กระทรวงยุติธรรมดำเนินการครบทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู และการเฝ้าระวัง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหน่วยงานหลัก ทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร และหน่วยงานในพื้นที่

ในส่วนการป้องกัน ได้เดินทางร่วมกับเลขาธิการ ป.ป.ส. ไปยังประเทศลาวและพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อสนับสนุนการตั้งจุดตรวจและการฝึกเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างลาวกับเมียนมา มุ่งสกัดยาเสพติดตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับฝ่ายเมียนมาในการแก้ปัญหาและติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีข้ามแดน

ด้านการปราบปราม เน้นดำเนินการกับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และการยึดทรัพย์สิน โดยการทำงานต้องเชื่อมต่อจากหน่วยสกัดกั้นชายแดนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน และใช้กลไกระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นร่วมแก้ไขปัญหา ส่วนการบำบัดมีนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” เพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงการรักษาใกล้บ้าน และมีการติดตามฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน

พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ บัญชีม้า และอาชญากรรมข้ามชาติว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทำงานร่วมกับตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินงานแบ่งเป็นชุดทำงานย่อย 7 ชุด ประกอบด้วย ด้านการพนันออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด และด้านนอมินี 3 ชุด ลงพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต เพื่อตรวจสอบเครือข่ายต่างชาติและนอมินี

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า สิ่งที่เหยื่อออนไลน์ต้องการมากที่สุดคือการติดตามเงินที่ถูกหลอกกลับคืนมา ตำรวจจึงตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูม มีตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารทำงานร่วมกัน เมื่อมีการแจ้งเหตุจะเร่งสกัดเส้นทางเงิน ตั้งแต่บัญชีม้าแถวแรกไปจนถึงบัญชีลำดับต่อๆ ไป รวมถึงจุดกดเงินสด

ส่วนคดีที่สามารถยึดทรัพย์ได้แล้ว ตำรวจและ DSI จะประสาน ปปง.ขายทอดตลาดทรัพย์สิน เช่น รถหรู เพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย โดยดำเนินการแล้วเกือบ 700 ราย มีผู้เสียหายเกือบ 600 คน วงเงินกว่า 130 ล้านบาท

รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนแก้ปัญหาหนี้สินผ่าน “มหกรรมแก้หนี้” ว่า จัดงานในลักษณะกลุ่มจังหวัด เปิดให้ประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมได้ โดยที่ผ่านมาได้จัดแล้ว 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย และมีผู้ขอไกล่เกลี่ยหนี้สินกว่า 40,000 ราย ซึ่งสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จเกือบทั้งหมด

"การไกล่เกลี่ยดังกล่าวมีทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกว่า 8,000 ล้านบาท และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เกี่ยวข้องประมาณ 40 แห่ง โดยกระทรวงยุติธรรมจะเดินหน้าจัดมหกรรมแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดรอบใหม่ในเดือนมกราคมปีหน้า" รมว.ยุติธรรม ระบุ

Back To Top