พาณิชย์ชี้ขาดดุลการค้า 7 เดือน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นนำเข้าเพื่อผลิตกว่า 70%
กระทรวงพาณิชย์แจงไทยขาดดุลการค้า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ 7 เดือนแรก ชี้กว่า 70% เป็นนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิต พร้อมเดินหน้าดันยุทธศาสตร์ Co-Creation สร้างสมดุลเศรษฐกิจไทย
กระทรวงพาณิชย์เปิดโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 หลังไทยขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พบกว่าร้อยละ 70 ของการนำเข้าเป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 9.2 ชี้การแก้ปัญหาขาดดุลต้องมองให้ลึกกว่าการลดตัวเลขนำเข้า โดยโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้การค้าและการลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลัก เดินหน้าปรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้า ให้การลงทุนและการผลิตเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน และร่วมกันพัฒนาสินค้าและตลาดใหม่ในระยะยาว
เปิดโครงสร้างการนำเข้า 7 เดือนแรกปี 2569
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งไทยขาดดุลการค้ารวม 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่า หากพิจารณาลงไปในโครงสร้างการนำเข้า จะพบว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต โดยสินค้าทุนและวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 72.9 ของการนำเข้าทั้งหมด ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้า ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ
สินค้าอุปโภคบริโภคยังเกินดุล
ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนร้อยละ 9.2 ของการนำเข้าทั้งหมด และเมื่อแยกพิจารณาดุลการค้าเฉพาะสินค้าสำหรับผู้บริโภค โดยไม่นับรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งออก อาวุธยุทธปัจจัย และพลังงาน ไทยยังเกินดุล 13,315.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าภาวะขาดดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภค
ยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ "สร้างสมดุล-เพิ่มมูลค่า"
อย่างไรก็ตาม นางศุภจี ระบุว่า ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญคือการต่อยอดการผลิตและการลงทุนที่เกิดขึ้นให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้นและยั่งยืนขึ้น ทั้งผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้าโดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กับประเทศคู่ค้า ไม่ได้มุ่งทำให้มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเท่ากันในเชิงตัวเลข แต่ต้องการให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสร้างประโยชน์กลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยในประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูง จะผลักดันให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) รวมถึงแรงงานในประเทศให้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน จะสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพไปสู่การร่วมกันสร้างมูลค่าใหม่ (Co-Creation) โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมกันพัฒนาสินค้า อุตสาหกรรม หรือโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดร่วมกัน ด้วยแนวคิด “ขายให้ (Sell To)” ไปสู่การ “ขายร่วมกัน (Sell With)”
จากการหารือกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้มีการนำร่องแนวทางดังกล่าว เช่น
ประเทศจีน ไทยเสนอให้ทบทวนรูปแบบการลงทุน โดยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในไทย และร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อาหารแปรรูปและสมุนไพร เพื่อเจาะตลาดจีนและประเทศที่สาม พร้อมดึง SMEs ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แม้ไทยจะขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน แต่กำลังเดินหน้าเจรจา FTA ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกัน เพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว
“เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขขาดดุลการค้า แต่คือการใช้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศคู่ค้ามาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย เราต้องทำให้การค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้นช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้ามองเราเป็นพันธมิตรที่วางใจได้ และพร้อมต่อยอดจากการซื้อขายระหว่างกัน ไปสู่การร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ เป้าหมายสุดท้ายคือความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ได้เติบโตเพียงด้านตัวเลข แต่เป็นการเติบโตที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน และทำให้ไทยกับประเทศคู่ค้าสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางศุภจีกล่าว
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม