นักวิจัย เปิดข้อมูลแผ่นดินไหวปี 69 เทียบย้อนหลัง 100 ปี
วันนี้ (17 ส.ค.2569) รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ว่า เหตุการณ์ในฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย ไปจนถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมภาพแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้เป็นบริเวณกว้าง อาคารสูงแกว่งตัว ความเสียหายของอาคารบ้านเรือน และการอพยพผู้คนอย่างรีบร้อน ได้สร้างความรู้สึกร่วมในสังคมว่า เปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวถี่และรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้ กำลังส่งสัญญาณว่าโลกเข้าสู่ช่วงเวลาผิดปกติหรือไม่ และประเทศไทยควรตื่นตระหนกเพียงใด
หากพิจารณาผ่านข้อมูลจาก สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 ส.ค.2569 ทั่วโลกพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0-7.9 จำนวน 11 เหตุการณ์ โดยยังไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เมื่อนำไปเทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 โลกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป เฉลี่ยปีละ 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่าขนาด 8 ประมาณปีละ 1 ครั้ง ชี้ชัดว่าจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำเป็นประจำ
ที่สำคัญเกือบทั้งหมดเกิดบริเวณรอยต่อแผ่นธรณีภาค ไม่ได้เกิดสะเปะสะปะทั่วทั้งโลก เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้า ๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลัน และปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว
นักวิจัย เปิดข้อมูลแผ่นดินไหวปี 69 เทียบย้อนหลัง 100 ปี
นักวิจัย ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้น มีปัจจัยหลักจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ USGS สามารถระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว 20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัย จึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็วมาก
อย่างไรก็ตาม สถิติไม่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ได้กำหนดด้วยค่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่ อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้ หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกและอยู่ไกลออกไป
แม้ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลักโดยตรง แต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย ที่มีคุณสมบัติขยายคลื่นไหวสะเทือนคาบยาวจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องมีเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อลดความตื่นตระหนก
"ในส่วนวิชาการนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุ และแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ" รศ.ดร.ภาสกร กล่าว
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพราะท้ายที่สุดเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และมีความปลอดภัยในชีวิต จากการเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ
อ่านข่าว :
กรมอุทยานฯ ชวนสัมผัสความอัศจรรย์ “ดวงตาพญานาคา” ที่ภูลังกา
“พิพัฒน์” เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ศึกษา "ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่" ที่จะนะ
ป.ป.ช.ตั้งตำรวจกองปราบ ร่วมทีมไต่สวนพิเศษคดีทุจริตสอบท้องถิ่น