‘นครินทร์’ ชี้ อำนาจ สว. ความชอบธรรมต่ำ เผย กรธ. ปี 60 ยอมรับระบบเลือก สว. 67 เป็นความผิดพลาดที่สุด - The Reporters
‘นครินทร์’ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยาย วปอ. 68 ชี้ อำนาจ สว. ความชอบธรรมต่ำ เผย กรธ. ปี 60 ยอมรับระบบเลือก สว. 67 เป็นความผิดพลาดที่สุด ย้ำ รธน. ใหม่ต้องเป็นของทุกสี เตือนผู้เชี่ยวชาญร่างอาจพาลงเหว
วันนี้ (7 ก.ย. 69) ศ. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายพิเศษหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ NDC ’68 Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด Resilient Thailand
ศ. นครินทร์ ไล่เลียงพัฒนาการทางการเมืองไทยในช่วงต่าง ๆ ตามประวัติศาสตร์ โดยชี้ว่าช่วงปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการเมืองใหม่ ที่นำมาสู่ฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2540, 2549, 2550, 2557, 2558 และ 2560 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องระบอบการปกครองประเทศ เหมือนเราสร้างบ้านแล้วไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างเดิมไปโดยตลอด มีการรีโนเวตตลอดเวลา หรือต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ
ศ. นครินทร์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาในรัชสมัยปัจจุบัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. และการจัดตั้งรัฐบาลผสมต่าง ๆ ทั้งการเข้ามาและสิ้นสุดของแต่ละรัฐบาลเป็นอย่างไร เราพอจะอธิบายกับคนไทยได้ แต่จะอธิบายให้ชาวต่างชาติหรือนักวิชาการต่างประเทศเข้าใจนั้นถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องอธิบายถึงความซับซ้อน ส่วนการยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็เป็นเพราะกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่น เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ก็ต้องดำเนินการเช่นนี้
ขณะเดียวกัน การสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดความเคลือบแคลงไม่แน่นอน และเกิดปัญหาทางกฎหมายหลายประการ ยกตัวอย่างกรณีประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็มีปัญหา “การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่าความชอบธรรมไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้”
ส่วนการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลส่วนกลางมีปัญหาเนื่องจากกรมมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจของตนเอง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและไม่สามารถยกเลิกได้ ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคก็มีความคลุมเครือ มีหน่วยงานจำนวนมาก ขนาดเล็ก และประสิทธิภาพต่ำ ไม่มีศักยภาพเพียงพอรองรับการให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่หรือบริการประเภทใหม่ ๆ ทั้งนี้ สังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้ง (Cleavages) ที่เกิดจากหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา และทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนเชื่อว่าไม่น่าจะจบลงในช่วงชีวิตของตนเอง
ศ. นครินทร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่าง ๆ ต้องมีความชอบธรรม อำนาจในการดำเนินการต่าง ๆ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่นเดียวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นคุณค่าสูงยิ่งในทางการเมือง ปัญหาคือรัฐธรรมนูญไทยมีทั้ง 2 ประการอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เช่น ความไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2 ครั้งก่อนหน้านี้เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
อย่างไรก็ตาม การทำประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลถูกบีบบังคับให้ทำประชามติหรือไม่ แม้ประชาชนจะมีลงมติเสียงข้างมากเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังมีข้อติดขัดทั้งในทางกฎหมายและทางการเมืองว่าจะมีผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร หากปัญหานี้ค้างคาไปเรื่อย ๆ อนาคตอาจไม่มีการทำประชามติอีก
สำหรับอนาคตของการเมืองไทย ศ. นครินทร์ มองว่า ยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรืออาจไม่เกิดขึ้น แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะความหวังของคนไทยไม่ตรงกัน หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคต
ศ. นครินทร์ ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมของรายได้และหนี้สาธารณะ ที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาการเมืองไทย จนผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าต่อไปจะถดถอยลงเรื่อย ๆ รวมถึงการมีสังคมย่อย ๆ อยู่ภายในสังคมไทยโดยรวมที่แบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นอย่างตายตัว ทำให้การขยับข้ามชนชั้นมีความยากลำบาก การศึกษาคาดหวังไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษในการขยับเคลื่อนสถานะ “พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมและการเมืองไทยพัฒนาไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบ ๆ ก็คือสันดานของคนไทยเอง”
สังคมการเมืองยึดโยงกันไว้ด้วยอำนาจ การรวมกลุ่มก็คืออำนาจชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเงิน อำนาจราชการ อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร อำนาจประเพณี หรืออำนาจศาสนา สังคมการเมืองจะมั่นคงสถาพร มีความไว้วางใจต่อกันและยอมรับกันได้ สังคมนั้นต้องใช้ ‘อำนาจนำ’ ซึ่งมีความชอบธรรมทั้งที่มา เนื้อหา กระบวนการ และเป้าหมาย อำนาจนำที่ชี้นำสังคมไทยได้จริง ๆ จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้
“ผมหวังว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคม องค์กร สถาบัน และหน่วยงานการปกครองตามอายุขัย ซึ่งทุกองค์กรมีอายุขัย เช่นเดียวกับผมที่อยู่เกินวาระมานานเกินไป หวังว่าจะมีความสันติสุขเรียบร้อยและเป็นที่พึงพอใจกัน แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่เรียบร้อย เช่น หากเปลี่ยนอธิบดีใหม่แล้วเรียบร้อยก็ดี แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่เรียบร้อย องค์กรนั้นจะเละแน่นอน” ศ. นครินทร์ กล่าว
ช่วงท้ายของการบรรยาย ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 สอบถาม โดย รศ. ดร. ธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิงตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในวันหน้าหากยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
ศ. นครินทร์ ตอบว่า “เราอยู่กันแบบนี้เพราะอุปนิสัยใจคอเราเป็นแบบนี้ เราคงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อย ๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่าคนอื่นยอมรับหรือไม่ เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว ตนเองก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง เรื่องนิสัยใจคออาจพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกหลาน ซึ่งจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน”
รศ. ดร. ธนพร ตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดข้อกังวลว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญของสีน้ำเงินหรือสีน้ำเงินเข้มหรือไม่ ศ. นครินทร์ ย้ำว่า “รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกเหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำจริงหรือไม่ หรือให้ใครยกร่าง ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญก็พารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน”
“ตนเองเคยได้รับฟังจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ที่ระบุว่ามีความเสียใจมากที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเป็นความผิดพลาดของ กรธ. คือระบบการเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด เราทำมาแบบนี้ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข” ศ. นครินทร์ กล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง แต่ควรเป็นของทุกคน