Cover Image

“ทิสโก้” แนะสอย 6 หุ้นเด่น ชี้ศาลรธน.ไฟเขียวพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุน SET ไปต่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลฯ ได้ยกคำโต้แย้งของฝ่ายค้านที่มองว่าแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่เข้าข่ายกรณีฉุกเฉิน และควรเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติตามกระบวนการปกติของรัฐสภา

ล่าสุด สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCO เปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางตลาด (Market Strategy) โดยมองว่าประเด็นดังกล่าวถือเป็นข่าวเชิงบวกต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างชัดเจนด้วยเหตุผลสองประการ ได้แก่ ประการแรก การอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฯ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น โดยวงเงิน 4 แสนล้านบาทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ งบประมาณครึ่งหนึ่งสำหรับโครงการร่วมจ่าย และอีกครึ่งหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่พลังงานสีเขียว ซึ่งงบประมาณในส่วนแรกได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว และเป็นที่คาดหมายว่าจะผ่านการพิจารณาของศาล

ขณะที่งบประมาณส่วนที่สองซึ่งเคยมีคำถามว่าจะได้รับไฟเขียวหรือไม่นั้น คาดว่าเมื่อความไม่แน่นอนทางกฎหมายสิ้นสุดลง รัฐบาลจะเร่งเปิดเผยรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวในเร็ว ๆ นี้ และด้วยวงเงินงบประมาณที่มีขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

ประการที่สอง ข่าวดังกล่าวช่วยตอกย้ำมุมมองของตลาดที่ว่า ความเสี่ยงทางการเมืองของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนก่อนหน้านี้ ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยเริ่มต้นจากคดีด้านจริยธรรมในศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่แต่งตั้งรัฐมนตรีที่ถูกมองว่ามีปัญหาทางกฎหมาย และกรณีคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งคำวินิจฉัยล่าสุดนี้ ได้ช่วยคลายความกังวลของผู้ร่วมตลาดบางส่วนที่เคยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเช่นกัน

สำหรับผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะเกิดขึ้นหลัก ๆ ใน 2 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงทางการเมืองที่ลดลงจะช่วยสนับสนุนเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้า โดยตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นในปีนี้ นับตั้งแต่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่แข็งแกร่งของนายอนุทิน ซึ่งความเสี่ยงทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดกระแสเงินทุนจากต่างชาติ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอาจสร้างความเสี่ยงด้าน Upside ต่อประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แม้ว่ารายละเอียดของมาตรการอาจยังมีจำกัด แต่คาดว่าโครงการดังกล่าวอาจรวมถึงมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คันใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลัก นำโดย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รวมถึง ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ในระดับรองลงมา ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้พลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

Back to top button

Back To Top