Cover Image

คิดต่อจาก 6 ตุลา (3) : ความย้อนแย้งของคดี 6 ตุลาและการนิรโทษกรรม 2521 - มติชนสุดสัปดาห์

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ภายหลังจากจำเลยทั้งหมดถูกจับคุมไว้ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เกือบปีถัดมาจึงมีการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2520

เหตุที่ฝากขังได้นานเกือบหนึ่งปีโดยไม่มีการแจ้งข้อหา ก็เพราะผู้ต้องขังทั้งหมดถูกแจ้งข้อหามีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งให้อำนาจพนักงานสอบสวนควบคุมตัวไว้โดยไม่แจ้งข้อหาได้รวมกันไม่เกินหนึ่งปี และผู้ถูกฟ้องต้องขึ้นศาลทหาร

จากนั้น คดี 6 ตุลาฯ ก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520

แต่ห้องพิจารณาคดีที่ศาลทหารในบริเวณกระทรวงกลาโหมนั้นขนาดเล็กมาก ในขณะที่มีผู้สนใจคดีนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งสาธารณชน สื่อมวลชนในและต่างประเทศ และสถานทูตหลายแห่งในไทย ทำให้ห้องพิจารณาแออัดยัดเยียด

เริ่มจากมกราคม 2521 ศาลทหารได้ย้ายการพิจารณาคดีไปทำที่ห้องพิจารณาชั่วคราว ในบริเวณกรมพลาธิการทหารบก สนามบินน้ำ (ในสมัยนั้น)

การพิจารณาคดีดำเนินมาจนถึงเดือนกันยายน 2521 ก็มีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดออกมา

ผมขอชวนให้พิจารณาความย้อนแย้งของการพิจารณาคดี 6 ตุลาฯ อย่างน้อย 3 ประการ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ศาลทหารและเขตทหารเป็นสถานที่และโอกาสสำคัญที่จะชุมนุมทางการเมืองได้หลายร้อยคนอย่างถูกกฎหมาย แถมพูดกันในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยอีกด้วย
ในขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ทั้งจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และต่อด้วยการรัฐประหารเมื่อ 20 ตุลาคม 2520 การชุมนุมเกิน 5 คนจึงเป็นความผิด
อีกทั้งเนื่องจากมีคนเข้าฟังการพิจารณาคดีจำนวนมากทุกครั้ง จึงมีการถ่ายทอดเสียงออกจากห้องพิจารณาคดีให้คนซึ่งรอฟังอยู่ในเต็นท์กลางสนามนอกห้องพิจารณาคดีได้ฟังไปด้วย

แถมเป็นการชุมนุมพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งในช่วงนั้นมีแต่ฝ่ายรัฐเท่านั้นที่สามารถพูดได้ แสดงนิทรรศการได้ สื่อมวลชนต้องเขียนไปทางที่รัฐยอมให้ทำได้

แต่การพิจารณาคดี 6 ตุลาฯ กลับเปิดโอกาสให้ผู้คนที่คิดต่างจากรัฐ พูดกันถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะได้

นอกจากนี้ วันถัดมาหลังการพิจารณาคดีทุกครั้ง หนังสือพิมพ์ก็จะรายงานสรุปว่าพยานเบิกความว่าอะไร หรือถูกทนายซักอย่างไร

ประการที่สอง ด้วยเหตุศาลทหารนั่นเองจึงเป็นสถานที่เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้วแพร่กระจายสู่สังคมวงกว้าง

นับแต่เริ่มนำสืบเมื่อต้นปี 2521 ไปจนถึงเดือนกันยายนที่มีการนิรโทษกรรมนั้น พยานโจทก์หลายคนเปิดเผยว่าเกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์เช้าวันนั้น ระบุถึงความโหดร้ายทารุณอย่างเหลือเชื่อด้วย

ตัวอย่างเล็กๆ แต่สำคัญมากก็คือ ในช่วงนั้นภาพถ่ายเหตุการณ์ยังไม่ได้รับรู้แพร่หลายในประเทศไทย มีภาพจากต่างประเทศจำนวนหนึ่งถูกส่งกลับมาในไทยและรับรู้กันในวงจำกัด

แต่ในการพิจารณาคดีที่ศาลทหารในเขตทหารนั้นเอง ทนายสามารถนำภาพจำนวนหนึ่งมาซักถามพยานอย่างเปิดเผย และช่วยสาธารณชนรับรู้ภาพนั้นๆ ไปด้วย รวมทั้งภาพที่แสดงความโหดร้ายทารุณอย่างเหลือเชื่อ เช่น การลากคอผู้เสียชีวิตกลางสนาม การแขวนคอใต้ต้นมะขามที่สนามหลวง ภาพการทุบตีทำร้ายอย่างรุนแรง ฯลฯ
สาธารณชนได้รับรู้เกี่ยวกับความโหดเหี้ยมของ 6 ตุลาฯ อย่างเป็นทางการจากคำเบิกความของพยานโจทก์นั่นเอง

ประการที่สาม คำฟ้องในคดีนี้กล่าวโทษถึงทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ข้อหาส่วนหนึ่งจึงเป็นเรื่องการซ่องสุมพกอาวุธทำร้ายและฆ่าเจ้าพนักงาน (นอกเหนือไปจากข้อหาคอมมิวนิสต์ กบฏ หมิ่นฯ 112 ฯลฯ)

แต่ในคดีนี้ไม่ระบุสักคำเดียวถึงการเสียชีวิตของฝ่ายผู้ชุมนุมที่ถูกล้อมปราบในเช้าวันนั้น และไม่เคยมีคดีอื่นหรือคำฟ้องอื่นใดที่ทำเช่นนั้น ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐานที่ระบุถึงอาวุธสังหารจำนวนมากที่ใช้เข่นฆ่าผู้ชุมนุมในเช้าวันนั้น

แต่ทว่า การพิจารณาคดี 6 ตุลาฯ นั้นเองกลับทำให้สิ่งที่คำฟ้องนี้ไม่พูดถึงและพยายามปกปิดไว้กลับถูกเปิดเผยออกมา

รวมทั้งปริศนาอีกหลายประการ เช่น ตำรวจตระเวนชายแดนเคลื่อนกำลังจากปราณบุรี ตั้งแต่ตีสอง มาถึงธรรมศาสตร์ 6 โมงเช้า ลงมือปฏิบัติการได้ทันที

เท่ากับว่า ตชด.ปฏิบัติตามแผนการบางอย่างของใครไม่ทราบ แต่ไม่ใช่เป็นการตอบรับต่อสถานการณ์ซึ่งลุกลามที่ธรรมศาสตร์ เพราะเวลาตีสองของคืนนั้นที่ธรรมศาสตร์ยังไม่มีการระดมยิงเข้าใส่ธรรมศาสตร์ด้วยซ้ำ

ยิ่งการพิจารณาคดี 6 ตุลาฯ ผ่านไปมากเท่าไร ยิ่งพยานโจทก์มากคนเล่าถึงเหตุการณ์เช้าวันนั้นมากเท่าไร คดี 6 ตุลาฯ ก็ยิ่งกลับกลายเป็นการพิจารณาความผิดของฝ่ายผู้กระทำการสังหารโหดในเช้าวันนั้น แม้ว่าจะไม่มีคำฟ้อง กล่าวโทษ ตั้งข้อหาพวกเขาแต่อย่างใด

การพิจารณาคดีกลับเป็นการซักฟอกต่อจำเลยตัวจริง ไม่ใช่จำเลย 18 + 1 คนซึ่งถูกฟ้องและนั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดี

นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งว่าทำไมจึงต้องนิรโทษกรรม เพื่อยุติการคดี 6 ตุลาฯ โดยเร็ว

ความย้อนแย้งเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม 2521 ก็มีอย่างน้อย 3 ประการเช่นกัน ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2521 เน้นย้ำแต่ว่าฝ่ายนักศึกษาและจำเลยในคดีนี้เป็นผู้กระทำผิด แต่ผู้ได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมอย่างเงียบๆ กลับเป็นผู้ก่ออาชญากรรมรุนแรงในเช้าวันนั้นนั่นเอง

พ.ร.บ.ให้เหตุผลว่าจำเลยคดี 6 ตุลาฯ ทำความผิดเพราะความ “เยาว์วัยและการขาดประสบการณ์” อีกทั้งรัฐบาลต้องการสร้างความสามัคคีจึงให้อภัยต่อจำเลยด้วยการนิรโทษกรรม

จึงเป็นความเข้าใจกันทั่วไปในเวลาต่อมาว่า พ.ร.บ.นี้เป็นการนิรโทษกรรมให้จำเลยที่อยู่ในคุกได้ออกมา

เท่ากับว่า พ.ร.บ.นี้ทำตัวเป็นศาลตัดสินไปเองว่าจำเลยกระทำผิดทั้งๆ ที่กระบวนการศาลยังไปไม่ถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ แถมยัง “อวย” ความกรุณาของตนเองต่อผู้ที่ถูกตนเองตัดสินอย่างพลการ

เท่ากับว่า พ.ร.บ.นี้ละเว้นโทษให้กับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาเลย

แม้ว่าคำอธิบายและเหตุผลของ พ.ร.บ.นี้บวกกับความเข้าใจของสังคมจะเป็นเช่นนั้น แต่สาระสำคัญของตัว พ.ร.บ.ฉบับนี้คือการนิรโทษกรรมให้ต่อ “บุคคลใดๆ” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และการกระทำทั้งหลายที่ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ขอย้ำว่า ใน พ.ร.บ.นี้ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่ระบุว่านอกจากนักศึกษาแล้วมีใครอีกเป็นผู้กระทำผิดที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม

ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่ให้เหตุผลอธิบายผลว่าทำไมคนเหล่านั้นจึงควรได้รับการละเว้นความผิดไปด้วย

เท่ากับว่า บรรดาผู้ที่ลงมือฆ่าอย่างโหดเหี้ยมในเช้าวันนั้น เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่หนุนช่วยการล้อมปราบและผู้มีอำนาจที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหลาย อาศัยใบบุญของการนิรโทษกรรมให้นักศึกษาแอบแทรกการละเว้นความผิดให้กับพวกเขาเองอย่างเงียบๆ

การลอยนวลพ้นผิดเป็นอภิสิทธิ์ทางกฎหมายที่คนพวกนี้ได้รับโดยไม่ต้องปรากฏตัวและไม่ต้องให้เหตุผลใดๆ ทั้งนั้น

ประการที่สอง ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ได้ชี้ให้เห็นว่า หลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ฝ่ายรัฐได้พยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเองและพวกที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารและร่วมการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมในเช้าวันนั้นมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่แน่ใจว่าคำสั่งคณะปฏิรูปฯ และถ้อยคำที่ใช้ที่เพื่อนิรโทษกรรมในคำสั่งนั้นครอบคลุมทุกคนทุกการกระทำพอหรือยัง จึงต้องอาศัย พ.ร.บ.นี้เพื่อให้ครอบคลุมพวกตนที่เกี่ยวข้องได้อย่างน่าพอใจ

แปลกแต่จริงที่ฝ่ายรัฐประหารและฝ่ายสังหารหมู่มีอำนาจล้นเหลือ แต่กลับต้องทำตัวเป็น “อีแอบ” อาศัยใบบุญของการนิรโทษกรรมให้นักศึกษา เพื่อหาทางให้ตนลอยนวลพ้นผิดไปด้วย

ประการที่สาม พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ย้ำหลายครั้งในวันถัดมาว่า ให้จำเลยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัว

แต่ถ้าหากมองย้อนไปจากปัจจุบันซึ่งเราเข้าใจแล้วว่าจำเลยไม่ใช่ผู้กระทำผิด พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

ดังนั้น หน้าฉากของความกรุณานั้น เป็นเพียงม่านควันที่ช่วยให้ผู้กระทำความผิดสามารถหลบหนีลอยนวลพ้นผิดไปได้อย่างเงียบๆ

นี่คือการฉวยโอกาสลอยนวลพ้นผิดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองและกฎหมายของไทย

เราคงไม่สามารถจะทราบได้ว่าความย้อนแย้งเหล่านี้ประเด็นไหน อย่างไร เป็นการจงใจวางแผนต้องการให้เกิดขึ้น เช่น การจงใจไม่ระบุถึงผู้กระทำผิดก่ออาชญากรรมในวันนั้น แต่กลับได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วย ตรงนี้จงใจอย่างแน่นอน

แต่ในทางกลับกัน มีอะไรบ้างซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คาดหวัง ไม่ว่าจะสำหรับฝ่ายผู้มีอำนาจหรือแม้กระทั่งฝ่ายจำเลยหรือผู้ถูกกระทำเอง เช่น การย้ายสถานที่พิจารณาคดี ซึ่งกลับเป็นโอกาสที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เปิดเผยสู่สาธารณะอย่างถูกกฎหมายโดยชอบธรรมเป็นครั้งแรก เป็นต้น

กรณีของความบังเอิญที่ไม่มีใครวางแผนหรือคาดการณ์มาก่อน แต่ถูกฉวยโอกาสขยายผลให้ลงล็อกตามแผนการที่เตรียมการมานาน แต่หาเงื่อนไขลงมือกระทำไม่ได้สักที คือการแสดงละครแขวนคอเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมโดยฝ่ายนักศึกษา ที่ถูกฉวยใช้เพื่อกำจัดขบวนการนักศึกษาและทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

แผนการกับความบังเอิญที่คาดไม่ถึง การฉวยโอกาสกับโศกนาฏกรรมเป็นประเด็นที่งานวิชาการทำได้จำกัด เพราะมักเลยพ้นไปจากหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่งานทางปัญญาอื่นๆ เช่น วรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ น่าจะสร้างสรรค์ให้เราท่านขบคิดถึงความย้อนแย้งเหล่านี้ได้ดี

หมายเหตุ : ขอแจ้งให้ทราบและขออภัยในความผิดพลาด มา ณ ที่นี้...
ในการอภิปราย "ลบล้างมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา" เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ผมได้กล่าวว่าเฉพาะจำเลย 6 คนที่ถูกคุมขังที่บางขวางเท่านั้นที่โดนข้อหา 112 จำเลยที่เหลือไม่โดนข้อหานี้ ขอแจ้งให้ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดพลาดของผมเอง เพราะจำเลยทั้ง 18 คนโดนทุกข้อหาเหมือนกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในคำฟ้อง "ข้อ 2" ระบุเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 ถึง 6 เกี่ยวข้องกับการแสดงละครที่ธรรมศาสตร์ โดยไม่มีส่วนอื่นใดในคำฟ้องที่ชี้ว่าจำเลยคนอื่นถูกปรักปรำในข้อนี้
Back To Top