Cover Image

แม่โจ้โพลล์เผยผลสำรวจ คนไทย 52.80% นิยมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ (Nature Trail) เพราะชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ รู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายเมื่อได้เดินทาง - เทคโนโลยีชาวบ้าน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้สำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 556 ราย ระหว่างวันที่ 10-25 กรกฎาคม 2569 ในหัวข้อ “เดินป่าศึกษาธรรมชาติการท่องเที่ยวเทรนด์ใหม่ของคนไทย จริงหรือ?” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ในการเตรียมความพร้อมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติต่อไป

ผลสำรวจพบว่า การท่องเที่ยวรูปแบบเดินป่าศึกษาธรรมชาติ (Nature Trail) กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยร้อยละ 52.80 ระบุว่ามีความสนใจการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ มีเหตุผลสำคัญอันดับแรกคือ ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ รู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายเมื่อได้เดินทาง (ร้อยละ 39.26) รองลงมาคือ ความต้องการประสบการณ์ที่ท้าทาย (ร้อยละ 26.38) และการเรียนรู้ระบบนิเวศและสัตว์ป่า (ร้อยละ 19.02)

ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนทางจิตใจ การเรียนรู้ และการได้รับประสบการณ์จากการเดินทาง ขณะที่ ร้อยละ 47.20 ไม่มีความสนใจ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ชื่นชอบกิจกรรมที่มีความลำบาก (ร้อยละ 82.00) รองลงมาคือ ความกังวลด้านความปลอดภัย (ร้อยละ 12.00) และ ข้อจำกัดด้านสุขภาพ (ร้อยละ 6.00)

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์เดินป่าศึกษาธรรมชาติพบว่า ร้อยละ 47.38 เคยมีประสบการณ์เดินป่า ขณะที่ร้อยละ 52.62 ยังไม่เคยมีประสบการณ์ จึงอาจมีโอกาสพัฒนากิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้เริ่มต้น (Beginner Trails) อย่างไรก็ตาม การออกแบบกิจกรรมควรกำหนดระดับความยากให้ชัดเจน พร้อมให้ข้อมูลด้านสุขภาพ อุปกรณ์ที่จำเป็น และมาตรการความปลอดภัยก่อนการเดินทาง

ทั้งนี้ประเด็นสำรวจที่สำคัญพบว่า ร้อยละ 80.83 เห็นด้วยกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบเดินป่าศึกษาธรรมชาติ โดยให้เหตุผลว่า อันดับ 1 ช่วยกระจายรายได้และสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน (ร้อยละ 62.66) อันดับ 2 สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ (ร้อยละ 16.46) และอันดับ 3 กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ (ร้อยละ 10.76) อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 19.17 ยังไม่เห็นด้วย เนื่องจากกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและศักยภาพของพื้นที่ในการบริหารจัดการและดูแลความปลอดภัย ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวควรคำนึงถึงหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าการเดินป่าศึกษาธรรมชาติมีฐานความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ตอบแบบสำรวจ และผู้ตอบส่วนใหญ่สนับสนุนการนำกิจกรรมดังกล่าวมาใช้สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม การท่องเที่ยวรูปแบบนี้อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ผู้ให้บริการที่พัก ร้านอาหาร มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ผลิตสินค้าชุมชนการส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวควรกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) จัดระดับและระบบเส้นทางให้ชัดเจน พัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์และผู้นำทางท้องถิ่น กำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย และติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสร้างรายได้แก่ชุมชนดำเนินไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

Tags

Related Posts

ไอศกรีมกะทิสดบ้านแพ้ว เสิร์ฟคู่ชามไก่ลำปาง สองสินค้าอัตลักษณ์มาพบกันในหนึ่งเมนู สะท้อนพลัง OTOP Next ต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้ร่วมสมัย นายกฯ ชวนคนไทยร่วมอุดหนุนของดีจากผู้ประกอบการในงานศิลปาชีพฯ วันนี้ (8 ส.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แวะเยี่ยมชมพื้นที่โซน OTOP Next พร้อมพูดคุยให้กำลังใจผู้ประกอบการ และเลือกชิม ไอศกรีมกะทิสดมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วแท้ จากร้านเพชรไอศกรีม จ.สมุทรสาคร ความพิเศษของเมนูนี้ ไม่ได้มีเพียงไอศกรีมที่ใช้ “มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว” ของดีอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร เป็นวัตถุดิบสำคัญเท่านั้น แต่ยังนำ “ชามตราไก่” ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดลำปาง มาใช้เป็นภาชนะในการเสิร์ฟ เกิดเป็นการ “คอลแลบ” ของดีจากสองชุมชนต่างพื้นที่ ให้มาพบกันอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนแนวคิดของ OTOP Next ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษาของดีดั้งเดิม แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำอัตลักษณ์ วัตถุดิบ และภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาต่อยอด เชื่อมโยง และสร้างมูลค่าใหม่ ให้สินค้า OTOP เข้าถึงผู้บริโภคได้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บร

8 สิงหาคม 2569

ย้อนไปกว่า 20 ปีที่แล้ว “น้มนม” แบรนด์นมโคท้องถิ่นของสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ ที่คนเมืองเชียงใหม่รู้จักเป็นอย่างดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทั้งนมถุงพาสเจอร์ไรส์และนมกล่องยูเอชที ก่อนจะมา รีแบรนด์ใหม่ เปลี่ยนเป็น “ซีเอ็ม มิลค์” (CM MILK) ในเวลาต่อมา เพื่อก้าวสู่ความเป็นอินเตอร์มากขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการรีแบรนด์ใหม่ เพราะจะต้องโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ยืนยันให้กลุ่มลูกค้าเดิมเข้าใจว่าเป็นแบรนด์เดิม คุณภาพนมยังคงเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้เสียส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่แบรนด์ใหม่ ซีเอ็ม มิลค์ (CM MILK) ภายใต้สโลแกน “ธรรมชาติทุกหยด นมสดสหกรณ์” ก็ต้องรุกการตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ในเวลาเดียวกัน“นมพาณิชย์ของเราตอนนี้เป็นแบรนด์ใหม่ “ซีเอ็ม มิลค์ CM MILK” เป็นการรีแบรนด์มาจาก “น้มนม” สื่อประมาณว่าผลิตจากนมโคจริง ๆ” นายเกษมศักดิ์ สุขเกษม ผู้จัดการสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด เผยที่มาของแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมเพียง 2 ชนิดที่ผลิตออกสู่ตลาด ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชที โดยนมพาสเจอร์ไรส์ มีลูกค้าหลักคือนมโรงเรียน ส่วนนมยูเอชทีเป็นนมพาณิชย์และพาสเจอร์ไรส์ บางส่ว

8 สิงหาคม 2569

การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ ไม่ได้จบเพียงการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและเศษวัสดุการเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผา ล่าสุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงช่วยลดการเผา ลดไฟป่า ลดฝุ่นPM2.5 สร้างรายได้ให้คนในชุมชนภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกเครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนตลาด เพื่อพัฒนาระบบจัดการชีวมวลที่สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละชุมชน ลดเชื้อเพลิง ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดลำพูนเพียงจังหวัดเดียวมีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี ห

7 สิงหาคม 2569

สืบเนื่องจากนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมุ่งการจำกัดพื้นที่การระบาด การกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศ และการส่งเสริมการนำปลาไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการจำกัดและกำจัดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำนั้น ล่าสุด สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรีร่วมกับหน่วยงานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมประมง (Fisheries Co-ordinator : FC) จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี และเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำ” พร้อมประกวดแข่งขันจับปลาหมอคางดำชิงเงินรางวัล 1พันบาท ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่คลองหนองบางงู หมู่ที่ 6 ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี    นายอำนาจ จีนขาวขำ ประมงจังหวัดราชบุรีกล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี ได้จัดกิจกรรมแข่งขันจับปลาหมอคางดำควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” บริเวณคลองหนองบางงู หมู่ 6 ต.เจ็ด

7 สิงหาคม 2569

เกษตรกรรมไทยผูกติดอยู่กับฟ้าฝน ต้นทุนที่ผันผวน และความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้มาช้านาน จนกลายเป็นภาพจำที่ยากจะสลัดหลุด ทั้งที่ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนองค์ความรู้หรือความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร สิ่งที่ขาดหายไปตลอดมาคือ “ระบบ” ที่จะเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นให้เดินทางจากห้องปฏิบัติการไปถึงแปลงเกษตรได้จริง ช่องว่างเหล่านั้นกำลังจะถูกปิดลง เมื่อความร่วมมือระดับโลกครั้งสำคัญของภาคเกษตรและอาหารไทยเปิดตัวแพลตฟอร์มนวัตกรรมเพื่อระบบนิเวศนวัตกรรมเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “Farming Future, Together” ​กรุงเทพฯ, 6 สิงหาคม 2569 — สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศ ผสานพลังความร่วมมือระดับโลก ประกาศเปิดตัวความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในโครงการ “Farming Future, Together” ภายใต้งานประชุมระดับสากล “Farming The Future With KMITL Forum 2026” ณ KMITL Lifelong Learning Center (KLLC) การผนึกกำล

7 สิงหาคม 2569

สุพรรณบุรี — เปิดฉากความร่วมมือครั้งสำคัญ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย เดินหน้าผลักดันโซลูชันนาข้าวจับมือศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย หรือ “นาเฮียใช้” จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร จัดงาน ฟิลด์เดย์ “นาดี นาปัง” สุพรรณบุรี เปิดแปลงนาสาธิตให้เกษตรกรได้สัมผัส ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การรับมือโรคและแมลงศัตรูพืชแบบมือโปร ไปจนถึงเทคโนโลยีการเกษตรสุดล้ำที่จะพลิกโฉมแปลงนาได้ผลผลิตดีขึ้น ภายในงานฟิลด์เดย์ครั้งนี้กลุ่มเกษตรกรได้ลงพื้นที่แปลงนาสาธิตเพื่อเรียนรู้การจัดการเพาะปลูกข้าวแบบใกล้ชิด พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักเกษตรและทีมผู้เชี่ยวชาญ ในโอกาสนี้ คุณมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ร่วมลงพื้นที่แปลงนาสาธิต พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเกษตรกร เพื่อต่อยอดโซลูชันให้ตอบโจทย์กับความต้องการในแต่ละพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ไฮไลต์สำคัญของงาน คือการยกองค์ความรู้ “โซลูชันนาข้าวเจียไต๋” มาถ่ายทอดสู่แปลงเพาะปลูกจริง พร้อมการบรรยายที่เชื่อมทุกจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน ทั้งแผนจัดการการเพาะปลูก การเลือกใช้ปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีที่ใช่ ให

6 สิงหาคม 2569

Back To Top