Cover Image

เปิด 5 เหตุผล “สหพัฒน์” ลุยโรงแรม ปักหมุดราชดำริ ดึงญี่ปุ่นปั้น O-MESH

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  • ข่าวธุรกิจการตลาด 
  • เปิด 5 เหตุผล “สหพัฒน์” ลุยโรงแรม ปักหมุดราชดำริ ดึงญี่ปุ่นปั้น O-MESH

    เผยแพร่: 8 ก.ย. 2569 17:54   ปรับปรุง: 8 ก.ย. 2569 17:54   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    ผู้จัดการรายวัน - เปิด 5 เหตุผล ทำไม “สหพัฒน์” ขยับพอร์ตสู่ธุรกิจโรงแรม หลังร่วมทุนกับไทยโอบายาชิพัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาวในโครงการมิกซ์ยูส “O-MESH Ratchadamri” บนทำเลราชดำริ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท โรงแรมมี 203 ห้อง ได้ Seibu Prince Hotels Worldwide จากญี่ปุ่นเข้าบริหาร คาดเปิดให้บริการเดือนธันวาคม 2572

    การเดินหน้าโครงการ “O-MESH Ratchadamri” มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ของบริษัท นันทวัน จำกัด หรือไทยโอบายาชิ ไม่ได้มีเพียงการพัฒนาอาคารสำนักงานและรีเทล แต่ยังมีอีกหนึ่งหมากสำคัญ คือการร่วมทุนกับ “สหพัฒน์” พัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่าการลงทุนในส่วนโรงแรมประมาณ 2,000 ล้านบาท จำนวน 203 ห้อง โดยมี Seibu Prince Hotels Worldwide จากญี่ปุ่นเข้าบริหาร และมีกำหนดเปิดให้บริการเดือนธันวาคม 2572


    ล่าสุด บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการ “O-MESH Ratchadamri Project” (โอ-เมช ราชดำริ) เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมเผยความคืบหน้าของโครงการ

    นายพรชัย สิทธิยากรณ์กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด เปิดเผยว่า โครงการมุ่งตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการพักผ่อนตามแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ภายใต้ระบบ Smart Building และ Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร

    ขณะเดียวกัน โครงการให้ความสำคัญกับ Sustainability และ ESG โดยนำแนวคิดและหลักเกณฑ์ของ LEED และ WELL มาใช้เป็นแนวทางตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมนำแนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” มาตีความผ่านงานสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาเอกลักษณ์ความร่มรื่นของย่าน และเติมคุณค่าใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเมือง บริษัทตั้งเป้าให้ O-MESH เป็นทั้ง Technology Showcase และ Knowledge Showcase เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการออกแบบและการก่อสร้างแก่สถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

    ที่สำคัญ การพัฒนา O-MESH Ratchadamri เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยโอบายาชิและบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการของเครือสหพัฒน์ เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการของไทยโอบายาชิ ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology นับเป็นการขยายความสัมพันธ์จากคู่ค้าสู่ Strategic Partners และร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับโครงการและพื้นที่ราชดำริในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือด้านโรงแรมระหว่างไทยโอบายาชิกับสหพัฒน์ในโปรเจกต์ O-MESH ได้ประกาศออกมาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว ล่าสุดภาพของโครงการมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งรูปแบบการพัฒนาและบทบาทของแต่ละฝ่าย สะท้อนทิศทางของสหพัฒน์ในการขยับพอร์ตเข้าสู่ธุรกิจ Hospitality


    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดยักษ์ใหญ่ที่มีฐานธุรกิจหลักจากสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างสหพัฒน์ จึงเลือกลงทุนในธุรกิจโรงแรม และเหตุใดจึงเลือกทำเลราชดำริ คาดการณ์ได้จาก 5 เหตุผลสำคัญ ดังนี้

    1. กระจายพอร์ต จากธุรกิจสินค้า สู่ธุรกิจสินทรัพย์และบริการ
    เรารู้จักกันดีว่า “สหพัฒน์” เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของไทยที่มีฐานจากสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และแบรนด์ต่างๆ การขยับเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนจาก FMCG มาเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการเติมธุรกิจอีกประเภทเข้ามาในพอร์ต เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่และกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจเดิม โรงแรมเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้หลายทาง ทั้งจากห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม ห้องประชุม และบริการอื่นๆ อีกทั้งยังมีโอกาสเชื่อมโยงกับธุรกิจเดิมของกลุ่มได้ในอนาคต ทำให้การลงทุนครั้งนี้มีนัยมากกว่าการเพิ่มสินทรัพย์หนึ่งรายการ แต่เป็นการขยายฐานธุรกิจเข้าสู่ Hospitality

    2. ราชดำริคือทำเลที่มี “ดีมานด์” รองรับ
    “ทำเล” คืออีกเหตุผลสำคัญ เพราะราชดำริไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่เป็นหนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญที่มีทั้งสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรมระดับบน และแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมต่อกัน ขณะที่ O-MESH ตั้งอยู่บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 และใกล้ BTS ราชดำริ ฐานลูกค้าของโรงแรมจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ยังรองรับกลุ่มนักธุรกิจ ผู้บริหาร ผู้มาติดต่อสำนักงาน นักท่องเที่ยวต่างชาติ และกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งมีโอกาสใช้จ่ายทั้งค่าห้อง อาหาร การประชุม และบริการอื่นภายในโรงแรม เมื่อเทียบกับการเริ่มต้นโรงแรมในพื้นที่ที่ต้องสร้าง Demand ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด การเลือกทำเลที่มี Ecosystem ทางธุรกิจและการท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงช่วยลดโจทย์ด้านการสร้างฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว


    3. ใช้โมเดล JV ลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ Hospitality
    โมเดล Joint Venture ที่สหพัฒน์เลือกใช้เพื่อเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ถือเป็นอีกเหตุผลสำคัญ เพราะแต่ละฝ่ายสามารถนำจุดแข็งของตัวเองเข้ามาเสริมกัน โดยไทยโอบายาชิมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและก่อสร้าง ขณะที่สหพัฒน์เข้ามาในฐานะพันธมิตรร่วมลงทุน และ Seibu Prince Hotels Worldwide เข้ามารับหน้าที่บริหารโรงแรม

    สำหรับสหพัฒน์โมเดลนี้ช่วยให้การเข้าสู่ธุรกิจใหม่ไม่จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และระบบบริหารโรงแรมขึ้นมาเองทั้งหมดตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ความเชี่ยวชาญของพันธมิตรแต่ละฝ่ายเข้ามาช่วยลดความซับซ้อนของการพัฒนาโครงการ และเปิดโอกาสให้สหพัฒน์เข้าสู่ธุรกิจ Hospitality ผ่านโครงสร้างการร่วมทุน

    4. โรงแรมไม่ได้ยืนเดี่ยว แต่ได้แรงส่งจาก Office + Retail
    อีกจุดที่ทำให้การลงทุนโรงแรมใน O-MESH มีความน่าสนใจ คือโครงการถูกออกแบบเป็น Mixed-use ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่รีเทล นั่นหมายความว่าโรงแรมสามารถรับ Demand จากผู้ใช้อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกได้ ขณะเดียวกันโรงแรมก็สามารถสร้าง Traffic ให้กับส่วนอื่นของโครงการได้เช่นกัน

    แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านคอนเซ็ปต์ “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ที่ต้องการให้แต่ละฟังก์ชันช่วยส่งเสริมกัน สำหรับนักลงทุน นี่คือข้อได้เปรียบของการมี Ecosystem อยู่ในโครงการเดียว เพราะสามารถรองรับทั้งกลุ่ม Corporate ลูกค้าที่มาติดต่อธุรกิจ และกลุ่มนักท่องเที่ยว ดังนั้นรายได้ของโรงแรมจึงไม่ได้ถูกมองแยกขาดจากสินทรัพย์ส่วนอื่น แต่มีโอกาสใช้ฐานผู้ใช้งานของสำนักงานและรีเทลเข้ามาช่วยสร้าง Traffic และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรวมของโครงการ


    5. ดึง “Seibu Prince” สร้างจุดต่างในตลาดโรงแรมหรู
    สุดท้ายคือเรื่อง “แบรนด์และการบริหาร” เพราะราชดำริเป็นตลาดที่มีโรงแรมระดับบนอยู่จำนวนมาก การมีเพียงทำเลที่ดีจึงอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้โรงแรมใหม่โดดเด่น การเลือก Seibu Prince Hotels Worldwide จากญี่ปุ่นเข้ามาบริหาร จึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของโครงการ เพราะนำ Know-how ด้านการบริหารโรงแรมและแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเสริม ขณะที่ตัวโรงแรมถูกวางคอนเซ็ปต์ “Garden in the Sky” เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สีเขียวของย่าน และผสานธรรมชาติเข้ากับอาคารสูง

    โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้ O-MESH สร้าง Positioning ที่แตกต่างจากคู่แข่งในย่านราชดำริได้จริง เพราะแม้ทำเลจะมีศักยภาพสูง แต่การแข่งขันก็สูงเช่นกัน หากทำได้สำเร็จ การลงทุนครั้งนี้อาจไม่ได้จบเพียงโรงแรมหนึ่งแห่ง แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งโมเดลในการต่อยอดพอร์ตของสหพัฒน์จาก “สินค้า” ไปสู่ “สินทรัพย์และประสบการณ์” ในระยะยาว รวมถึงเปิดทางสู่โอกาสการลงทุนใหม่ๆ ที่อาจตามมา.

    Back To Top