Cover Image

เปิดเบื้องหลัง 5 โรงกลั่นไทย ขุมพลังสำคัญก่อนส่งต่อถึงปลายน้ำ

เมื่อพูดถึง “โรงกลั่นน้ำมัน” หลายคนอาจนึกถึงโรงงานขนาดใหญ่ที่รับน้ำมันดิบเข้ามาผ่านกระบวนการกลั่น ก่อนเปลี่ยนออกมาเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันอากาศยาน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจโรงกลั่นมีความซับซ้อนมากกว่านั้น เพราะโรงกลั่นแต่ละแห่งมีโครงสร้างการผลิต ความสามารถในการรองรับน้ำมันดิบ ประเภทผลิตภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจต่อเนื่องที่แตกต่างกัน

สำหรับประเทศไทย ธุรกิจโรงกลั่นถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของห่วงโซ่พลังงาน โดยมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นหรือมีโรงกลั่นเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

แม้ทั้ง 5 บริษัทจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเหมือนกัน แต่ รูปแบบการดำเนินธุรกิจไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด และนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเมื่อราคาน้ำมันดิบหรือค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นลง หุ้นแต่ละตัวจึงอาจได้รับผลกระทบแตกต่างกัน

เริ่มจาก TOP หรือไทยออยล์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ โดยมีกำลังการกลั่นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน โรงกลั่นของไทยออยล์มีโครงสร้างแบบ Complex Refinery ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบได้หลากหลายประเภท และสามารถปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาดและความต้องการของผลิตภัณฑ์ได้

ความน่าสนใจของ TOP ไม่ได้อยู่เฉพาะธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เพราะบริษัทมี ธุรกิจต่อเนื่องทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ดังนั้น การประเมินผลประกอบการของ TOP จึงต้องพิจารณาทั้งค่าการกลั่นและธุรกิจต่อเนื่องควบคู่กัน โดยโครงสร้างดังกล่าวทำให้ไทยออยล์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำมันดิบผ่านกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หลายประเภท

ถัดมาคือ IRPC ซึ่งมีกำลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน และตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง โดยมีโรงกลั่นเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับธุรกิจปิโตรเคมี รวมถึงมีท่าเรือน้ำลึก คลังเก็บน้ำมัน และระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการดำเนินงาน ทำให้บริษัทมีลักษณะเป็น ธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีแบบครบวงจร

ผลิตภัณฑ์ของ IRPC มีตั้งแต่ LPG แนฟทา เบนซิน ดีเซล น้ำมันอากาศยาน Jet A-1 น้ำมันเตา ไปจนถึงน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอย ซึ่งสะท้อนว่าโรงกลั่นของบริษัทสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย และมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากธุรกิจโรงกลั่นไปยังธุรกิจปิโตรเคมี ดังนั้น การมองผลประกอบการของ IRPC จึงต้องพิจารณาภาวะทั้งตลาดน้ำมันและตลาดปิโตรเคมีควบคู่กัน

ขณะที่ BCP หรือบางจาก มีโครงสร้างโรงกลั่นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากกลุ่มบางจากมีโรงกลั่น 2 แห่ง ได้แก่ โรงกลั่นพระโขนง และโรงกลั่นศรีราชา เมื่อรวมกำลังการกลั่นติดตั้งของทั้งสองแห่งแล้วอยู่ที่ประมาณ 294,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโรงกลั่นพระโขนงมีกำลังการกลั่น 120,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนโรงกลั่นศรีราชามีกำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน

โรงกลั่นพระโขนงเป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปคุณภาพสูง เช่น เบนซินและดีเซลตามมาตรฐาน Euro 5 ขณะที่โรงกลั่นศรีราชามีความยืดหยุ่นในการรองรับน้ำมันดิบหลายประเภท และยังมีโรงงานอะโรเมติกส์และหน่วยผลิตตัวทำละลายที่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิต

จุดเด่นของกลุ่มบางจากคือไม่ได้มีเพียงธุรกิจโรงกลั่น แต่ยังมี ธุรกิจการตลาดและสถานีบริการน้ำมัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงกลั่นสามารถเชื่อมต่อไปยังธุรกิจปลายน้ำได้โดยตรง ส่วนโรงกลั่นศรีราชาซึ่งเดิมเป็นของเอสโซ่ ได้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มบางจาก และกลายเป็น อีกหนึ่งกำลังการกลั่นสำคัญของกลุ่ม

สำหรับ SPRC หรือสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง เป็นโรงกลั่นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีกำลังการกลั่น 175,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากบริษัทดำเนินโครงการเพิ่มกำลังการกลั่นจากเดิม 165,000 บาร์เรลต่อวันเป็น 175,000 บาร์เรลต่อวัน

โรงกลั่นของ SPRC สามารถผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ LPG เบนซิน ดีเซล น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตา รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นอกจากนี้ โครงสร้างของโรงกลั่นยังมีหน่วยผลิตที่ช่วย เปลี่ยนผลิตภัณฑ์มูลค่าต่ำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความสามารถในการสร้างค่าการกลั่นของบริษัท

ส่วน PTTGC หรือพีทีที โกลบอล เคมิคอล มีลักษณะธุรกิจแตกต่างออกไป เพราะโรงกลั่นเป็นส่วนหนึ่งของ ห่วงโซ่ธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร โดยบริษัทมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบประมาณ 145,000 บาร์เรลต่อวัน และมีกำลังการกลั่นคอนเดนเสทอีกประมาณ 135,000 บาร์เรลต่อวัน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นจุดที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจาก กำลังการกลั่นน้ำมันดิบ 145,000 บาร์เรลต่อวัน และกำลังการกลั่นคอนเดนเสท 135,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นความสามารถในการรองรับวัตถุดิบคนละประเภท จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันแล้วเรียกว่าเป็น “กำลังการกลั่นน้ำมันดิบ” ทั้งหมด โดย PTTGC ยังมีธุรกิจอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบจากโรงกลั่น ทำให้ผลประกอบการของบริษัทได้รับอิทธิพลจาก ทั้งตลาดน้ำมันและวัฏจักรปิโตรเคมี

เมื่อเข้าใจว่าแต่ละบริษัทมีโรงกลั่นและโครงสร้างธุรกิจแตกต่างกันแล้ว อีกคำที่นักลงทุนมักพบในบทวิเคราะห์คือ “กำลังการกลั่น” หรือ Refining Capacity ซึ่งหมายถึงความสามารถของโรงกลั่นในการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตภายในหนึ่งวัน โดยทั่วไปใช้หน่วยเป็น บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำลังการกลั่น ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นจะสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังดังกล่าวได้ทุกวันตลอดทั้งปี เพราะการดำเนินงานจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการหยุดซ่อมบำรุง สภาพตลาด ความต้องการใช้น้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการเดินเครื่อง

ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องดู “ปริมาณการกลั่นจริง” หรือ Crude Run และ “อัตราการใช้กำลังการผลิต” หรือ Utilization Rate ควบคู่กับตัวเลขกำลังการกลั่นติดตั้ง ตัวอย่างเช่น ในไตรมาส 2/2569 โรงกลั่นพระโขนงของบางจากมี Crude Run ประมาณ 119,600 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการกลั่น 120,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่โรงกลั่นศรีราชามี Crude Run ประมาณ 152,900 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “กำลังการกลั่น” กับ “ปริมาณการกลั่นจริง” เป็นคนละเรื่องกัน

ที่สำคัญ การมีโรงกลั่นขนาดใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรมากที่สุดเสมอไป เพราะกำไรของธุรกิจโรงกลั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ ราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ค่าการกลั่น หรือ Gross Refining Margin (GRM) ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง และสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นสามารถผลิตได้

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน โรงกลั่นอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน หากราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวขึ้นเร็วกว่าต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าการกลั่นก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นและสนับสนุนผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่น

นอกจากนี้ ความซับซ้อนของโรงกลั่นยังมีบทบาทสำคัญ เพราะโรงกลั่นที่มีหน่วยผลิตต่อเนื่องและสามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์มูลค่าต่ำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าได้ จะมีความยืดหยุ่นในการบริหารผลผลิตมากกว่าโรงกลั่นที่มีโครงสร้างการผลิตจำกัด ขณะเดียวกัน การมีธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจการตลาด หรือธุรกิจปลายน้ำเข้ามาช่วยเสริม ก็อาจทำให้ผลประกอบการของบริษัท ไม่ได้เคลื่อนไหวตามค่าการกลั่นเพียงอย่างเดียว

เมื่อมองภาพรวมจึงเห็นได้ว่า TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มีรูปแบบการสร้างรายได้ที่แตกต่างกัน TOP มีจุดเด่นด้านโรงกลั่นขนาดใหญ่และธุรกิจต่อเนื่อง IRPC เชื่อมโยงโรงกลั่นกับปิโตรเคมี BCP มีโรงกลั่น 2 แห่งพร้อมธุรกิจการตลาดและสถานีบริการ BSRC เป็นกำลังการกลั่นสำคัญของกลุ่มบางจาก SPRC มุ่งเน้นธุรกิจโรงกลั่นและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ส่วน PTTGC มีโรงกลั่นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ปิโตรเคมีครบวงจร

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำความเข้าใจหุ้นกลุ่มโรงกลั่น การดูเพียงว่า “ใครมีกำลังการกลั่นมากที่สุด” อาจยังไม่เพียงพอ แต่ควรพิจารณาไปถึงว่าแต่ละบริษัทใช้วัตถุดิบอะไร มีความซับซ้อนของโรงกลั่นระดับไหน เดินเครื่องจริงในระดับใด ผลิตภัณฑ์หลักคืออะไร รวมถึงมีธุรกิจต่อเนื่องใดบ้างเข้ามาช่วยสร้างรายได้และกำไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว “กำลังการกลั่น” เป็นเพียงตัวเลขที่ใช้บอกขนาดของโรงกลั่น แต่สิ่งที่จะสะท้อนออกมาเป็นผลประกอบการของแต่ละบริษัทต้องพิจารณาทั้ง ค่าการกลั่น ต้นทุนวัตถุดิบ อัตราการเดินเครื่อง โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และธุรกิจที่อยู่ตลอดทั้งห่วงโซ่ เมื่อเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้แล้ว การวิเคราะห์ว่าหุ้นโรงกลั่นแต่ละตัวจะได้ประโยชน์หรือได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมันและค่าการกลั่นมากน้อยเพียงใด ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

Back To Top