ญี่ปุ่นเชื่อมั่นลงทุนไทยต่อเนื่อง 5 ปีทะลุ 3.9 แสนล้าน
บีโอไอจับมือเจโทรและหอการค้าญี่ปุ่น เดินหน้ารักษาและยกระดับฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย หลัง 5 ปีมีคำขอรับการส่งเสริม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 396,000 ล้านบาท ขณะที่ผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นชี้ชัด ทิศทางลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการขยายกำลังผลิตไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ ด้วยเครื่องจักรใหม่ ระบบอัตโนมัติ และ Digital Transformation
Table of Contents
- ญี่ปุ่นยังระวังเศรษฐกิจ แต่ไม่ชะลอการยกระดับฐานผลิต
- Smart & Sustainable กลายเป็นทิศทางหลักของฐานผลิตญี่ปุ่น
- นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการอะไรจากไทย?
- จากฐานผลิตเดิม สู่ฐานอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
บีโอไอหารือร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร และหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย หลังบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและฐานธุรกิจสำคัญของภูมิภาค
ข้อมูลจากบีโอไอระบุว่า ในช่วง ปี 2564–ครึ่งแรกปี 2569 มีบริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนว่าญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนหลักที่มีบทบาทต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย แม้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ การขนส่ง และความไม่แน่นอนด้านการค้า
ญี่ปุ่นยังระวังเศรษฐกิจ แต่ไม่ชะลอการยกระดับฐานผลิต
ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 แห่ง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ พบว่าภาคธุรกิจญี่ปุ่นยังมีมุมมองระมัดระวังต่อเศรษฐกิจระยะสั้น

ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือ DI อยู่ที่ -6 ลดลงจากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยมีแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ภาพของการลงทุนยังไม่ได้สะท้อนการถอนตัวจากไทย โดย 23% ของบริษัทที่สำรวจมีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม สะท้อนว่าบริษัทญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานธุรกิจระยะยาว เพียงแต่รูปแบบการลงทุนกำลังเปลี่ยนไป
สิ่งที่น่าสนใจคือการลงทุนจำนวนมากมุ่งไปที่ การยกระดับประสิทธิภาพของฐานผลิตเดิม โดย 59% มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ 31% ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และ 22% ลงทุนด้าน Digital Transformation
กล่าวได้ว่าโจทย์ของบริษัทญี่ปุ่นในไทยเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้โรงงานเดิมผลิตได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และสามารถแข่งขันภายใต้ต้นทุนและกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงได้
Smart & Sustainable กลายเป็นทิศทางหลักของฐานผลิตญี่ปุ่น
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนภายใต้มาตรการ Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ มูลค่ากว่า 55,000 ล้านบาท
การลงทุนครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ ไปจนถึง Digital Transformation การประหยัดพลังงาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทยจาก Manufacturing Base ไปสู่ Smart Manufacturing Base มากขึ้น โดยเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททั้งในสายการผลิต การบริหารจัดการข้อมูล ห่วงโซ่อุปทาน และการควบคุมต้นทุน
สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย นี่เป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน เพราะการยกระดับของบริษัทญี่ปุ่นจะทำให้ความต้องการผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการระบบอัตโนมัติ System Integrator ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม และผู้ให้บริการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการอะไรจากไทย?
อีกประเด็นที่บีโอไอและภาคธุรกิจญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนกัน คือความต้องการให้ภาครัฐช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
สิ่งที่บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากที่สุดคือ มาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงิน 29% รองลงมาคือการส่งเสริมตลาดภายในประเทศ 26% และการขยายตลาดไปประเทศที่สามผ่านการเจรจา FTA 24%
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยที่บริษัทต้องติดตาม โดย 42% ของบริษัทระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ และ 39% ระบุว่าได้รับผลกระทบบ้าง ทำให้บริษัทญี่ปุ่นมีแนวโน้มกระจายความเสี่ยงและมองหาตลาดใหม่มากขึ้น
ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการยกระดับกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ผ่านกลไกอย่าง Direct PPA และ Utility Green Tariff รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงผ่าน Skill Bridge
ขณะเดียวกัน การปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น BOI to IPO การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และการใช้กลไก QRTC เพื่อรองรับผลกระทบจาก Global Minimum Tax จะเป็นอีกส่วนสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย
จากฐานผลิตเดิม สู่ฐานอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
สำหรับบีโอไอ เป้าหมายในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการรักษาเงินลงทุนจากญี่ปุ่น แต่คือการทำให้เงินลงทุนเดิมสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การสร้างฐานซัพพลายเชนในประเทศ ตลอดจนการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
หากไทยสามารถรักษาความได้เปรียบด้านฐานการผลิต พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด บุคลากร และระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีได้ การลงทุนจากญี่ปุ่นในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่เพียงในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่สามารถขยับเข้าสู่ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ได้มากขึ้น
“ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว