Cover Image

“เอกนิติ” ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ดึงลงทุนใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ก.ค.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายนฤตม์ ระบุว่า นายเอกนิติกล่าวในที่ประชุมว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้หลายประเทศเร่งดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ลดอุปสรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เพื่อยกระดับประเทศสู่ฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่าร้อยละ 3 ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง Future Mobility สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

ขณะเดียวกัน จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยเร่งการลงทุนภาคเอกชนควบคู่กับการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 Investment and Industry Transformation Hub ยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านกลไก Thailand FastPass การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

ยุทธศาสตร์ที่ 2 AI & Digital Hub ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI, Semiconductor และ Chip Design ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุน 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ AI เป็นร้อยละ 5 ของ GDP พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร และการวิจัยและพัฒนา

ยุทธศาสตร์ที่ 3 Green Hub เร่งดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV ระบบขนส่งสีเขียว ตลอดจนกลไก Carbon Accounting, Carbon Market และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว

ยุทธศาสตร์ที่ 4 Financial Hub ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมธุรกิจธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับโลก

ยุทธศาสตร์ที่ 5 Medical Investment Hub ยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการแพทย์ระดับโลก

นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์จะแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น หรือ Quick Win เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง หรือ Big Win เพื่อยกระดับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านการลงทุน

ทั้งนี้ ทุกมาตรการจะกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ กรอบเวลาดำเนินงาน และตัวชี้วัดความสำเร็จ พร้อมติดตามผลด้านการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แต่ละด้าน โดยบีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการจะประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันมาตรการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

Back To Top