Cover Image

'อดีตเสธ.ทร.' ฝากการบ้าน กมธ.ประนอมข้อพิพาทไทย-กัมพูชา  หลังได้ 5 ชื่อครบ

17 ส.ค.2569-พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการกองทัพเรือ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ตัวเองคือบททดสอบความยุติธรรมของคณะกรรมาธิการประนอม ตอนที่ 1 เหตุเพราะเกี่ยวพันกับข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะกูด ระบุว่า​  ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับคุณแคทรีนา คูเปอร์ นักการทูตชาวออสเตรเลียและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมเพื่อทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาตามกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS ร่วมกับผู้ประนอมอีก 4 ท่านที่ทั้งไทยและเขมรได้แต่งตั้งไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทั่วโลกจับตาในฐานะที่จะเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการนำกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation : CC) มาใช้ระงับข้อพิพาททางทะเลตาม UNCLOS ว่าจะประสบผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเหมือน CC ครั้งแรกระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียช่วงปี 2559 – 2561 หรือไม่

​อย่างไรก็ตามก่อนที่คณะกรรมาธิการประนอมทั้ง 5 ท่านจะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการประนอมเต็มรูปแบบซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีก่อนจะมีข้อเสนอแนะออกมานั้น คณะกรรมาธิการควรตรวจสอบความถูกต้องเสียก่อนว่าลักษณะของข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชานั้น สอดคล้องหรือเป็นไปตาม UNCLOS หรือไม่ พูดง่ายๆคือควรกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายก่อน ทั้งนี้เพราะ UNCLOS ข้อ 298 วรรค 1 (เอ) (1) ได้กำหนดข้อจำกัดเป็นกฎเหล็กลักษณะต้องห้ามของข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้นเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับได้ไว้เป็นการเฉพาะให้แตกต่างจากการประนอมภาคสมัครใจทั่วไปตาม UNCLOS ข้อ 284 ซึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ โดยข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้นเข้าสู่กระบวนประนอมภาคบังคับจะมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้

​1. เป็นข้อพิพาทซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆเหนือเกาะ

​2. เป็นข้อพิพาทซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆเหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีป

​3. เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อน 16 พฤศจิกายน 2537 ซึ่งเป็นวันที่ UNCLOS มีผลใช้บังคับ

​แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาแล้ว ชัดเจนว่ามีลักษณะต้องห้ามตาม UNCLOS ข้อ 298 วรรค 1 (เอ) (1) ครบทั้ง 3 ข้อ ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ โดยสาเหตุสำคัญข้อแรกคือเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวพันกับอธิปไตยเหนือเกาะกูด เพราะกัมพูชานั้นเคลมเป็นเจ้าของพื้นที่บางส่วนของเกาะกูดมานานแล้วตั้งแต่ปี 2515 ก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับเมื่อปี 2537 โดยละเมิดอธิปไตยไทยด้วยการออกประกาศลากเส้นไหล่ทวีปผ่ากลางเกาะกูดและประกาศทะเลอาณาเขตโอบล้อมเกาะกูดตอนใต้เกิดเป็นข้อพิพาททั้งเขตแดนทางทะเลและอธิปไตยเหนือเกาะกูดตั้งแต่นั้นมาและกัมพูชามักใช้เป็นประเด็นปลุกเร้าทางการเมืองกับคนในชาติให้สนับสนุนผู้นำทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้งในกัมพูชา

​ชัดๆเชิงพฤติกรรมคือกรณีนายฮุนมาเนตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์ช่วงปลายปี 2567 ประกาศยืนยันแก่ประชาชนกัมพูชาว่า ข่าวการเสียเกาะกูดให้ไทยนั้นไม่เป็นความจริง ขอประชาชนกัมพูชาเชื่อมั่นในรัฐบาลที่จะไม่ยอมเสียดินแดน พร้อมย้ำว่าประเด็นเรื่องเกาะกูดยังอยู่ระหว่างการเจรจา ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ดังนั้นเกาะนี้จึงยังไม่ถูกยกให้ใคร (รายละเอียดของข่าวตามลิงค์ใน Comments) คำประกาศดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาตั้งแต่ระดับอาวุโสจนถึงระดับสูงในการเจรจาเขตแดนทางทะเลกับไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมักกล่าวถึงเกาะกูดอยู่เนืองๆว่าอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของเกาะกูดอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา ในส่วนภาคประชาชนนั้นปรากฎข่าวบ่อยครั้งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาว่าคนเขมรที่ไปทำงานหรืออาศัยในต่างประเทศออกมาเดินขบวนเรียกร้องทวงคืนเกาะกูดจากไทย (ภาพที่1) ถามว่าทำไมคนเขมรจึงคิดเช่นนั้นและทำไมผู้นำเขมรจึงกล้าประกาศเช่นนั้น ต่อไปนี้คือหลักฐานที่แสดงว่ากัมพูชาอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดบางส่วนมานานแล้ว

​1. ไหล่ทวีปของกัมพูชาตามกฤษฎีกาที่ 439-72/PRK ประกาศเมื่อ 1 กรกฎาคม 2515 (ภาพที่2) กัมพูชาได้กำหนดจุด S ที่ยอดเขาสูงสุดบนเกาะกูดคือยอดเขาแผนที่ (ความสูง 330 เมตร) เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นไหล่ทวีปส่วนบนระหว่างจุด A – S – P โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นไปตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 ทั้งๆที่เนื้อหาของสนธิสัญญาดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลแต่อย่างใด พฤติกรรมเช่นนี้บ่งบอกว่ากัมพูชาพยายามอ้างสิทธิเหนือยอดเขาแผนที่บนเกาะกูดและถือว่าเส้นที่กัมพูชาลากเชื่อมต่อระหว่าง จุด A – S – P ส่วนที่ลากผ่านเกาะกูดทั้งหมดมีสถานะเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศด้วย ด้วยเหตุนี้คนกัมพูชาจึงเชื่อและ claim ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของและมีอธิปไตยเหนือเกาะกูดบางส่วนมานานแล้วและแผนที่ที่มีจุด S กลางเกาะกูดนี้มีการเผยแพร่ในหมู่นักวิชาการกัมพูชามานานแล้วเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่ร่วมประชุมเจรจาแบ่งเขตทางทะเลกับไทยที่ผ่านมามักกล่าวอยู่เสมอว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของเกาะกูดด้วยอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง

​2. ทะเลอาณาเขตของกัมพูชาตามกฤษฎีกาที่ 518-72/PRK ประกาศเมื่อ 12 กันยายน 2515 (ภาพที่3) เป็นการตอกย้ำการ claim อธิปไตยเหนือเกาะกูดบางส่วน เพราะกัมพูชาได้ประกาศทะเลอาณาเขตของตนโอบล้อมหุ้มโดยรอบพื้นที่เกาะกูดส่วนล่างใต้แนวเส้น A – E1 – E2 – E3 ไว้ทั้งหมด ดังนั้นตามหลักการแผ่นดินสร้างสิทธิเหนือทะเล (Land dominates the Sea)แล้ว การที่เขมรสร้างสิทธิเหนือทะเลใต้เกาะกูดทั้งหมดย่อมเท่ากับเขมรถือว่าพื้นที่เกาะกูดส่วนล่างใต้จุด S ทั้งหมดอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชานั่นเอง

​3. ตามข้อ 1 และ 2 นั้น สามารถนำมาเขียนให้เห็นกันชัดๆ ในแผนที่ตามภาพที่ 4 เพื่อแสดงวิธีการของกัมพูชาที่จะอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่บางส่วนของเกาะกูด โดยกัมพูชาเริ่มจากการประกาศกำหนดจุด A, E1, S, E2 และ P ตามกฤษฎีกา 2 ฉบับเมื่อปี 2515 เพื่อใช้เป็นหมุดพิกัดที่จะลากเส้นไหล่ทวีปและทะเลอาณาเขตเชื่อมต่อจุดเหล่านี้ โดยจุดที่เกี่ยวกับเกาะกูดคือจุด S ปักบนยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะกูดคือยอดเขาแผนที่ (สูง 330 เมตร) และปักจุด E1 และ E2 ที่ชายฝั่งทั้งสองด้านของเกาะแล้วประกาศทะเลอาณาเขตกัมพูชารอบพื้นที่ส่วนล่างของเกาะใต้แนวเส้น E1 – S – E2 ซึ่งจะส่งผลมีนัยยะตามหลักการแผ่นดินสร้างสิทธิเหนือทะเลให้กัมพูชาสามารถอ้างได้ว่า พื้นที่แรเงาสีแดงทั้งหมดบนเกาะกูดใต้แนวเส้น E1 – S – E2 ถือว่าอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชาเพราะมีทะเลอาณาเขตของตนโอบล้อมโดยรอบพื้นที่ส่วนนี้ และกัมพูชาได้ประกาศไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2515 แต่ไทยได้ประท้วงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกันจึงเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานาน

​สรุป จากหลักฐานทั้งหมดนี้ ชัดเจนว่าข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 ก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับข้อพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตยของเกาะกูดและยังไม่ระงับใดๆ เพราะอยู่ระหว่างการเจรจา จึงได้รับการยกเว้นเข้าสู่กระบวนประนอมภาคบังคับ เรื่องนี้จึงเป็นบททดสอบแรกสำหรับคณะกรรมาธิการประนอมที่จะวินิจฉัยตามUNCLOS ภาคผนวก 5 ข้อ 13 เพื่อพิสูจน์ตนเองถึงความเป็นธรรมและซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ประนอมตามที่กำหนดไว้ใน UNCLOS ภาคผนวก 5 ข้อ 2 

​ดังนั้นการที่ฮุนมาเนตกล้าออกมาประกาศย้ำว่าเกาะกูดยังอยู่ระหว่างการเจรจาจึงยังไม่ถูกยกให้ใครให้นานาชาติได้รับรู้ทั่วกันนั้น ใครจะว่าโง่หรือฉลาดก็ตาม ถือว่าเป็นเครื่องตอกย้ำเจตนารมย์ของรัฐบาลกัมพูชาอย่างชัดเจนต่อหลักฐานข้างต้นที่แสดงว่ากัมพูชาอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดบางส่วนมานานแล้วได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเรื่องนี้ย้อนกลับไปเป็นเหตุให้กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS ต้องถูกยกเลิกไปก่อนเวลาอันควรเพราะคณะกรรมาธิการประนอมไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาแล้ว กัมพูชาควรยอมรับโดยดุษณีไม่งอแง แล้วเตรียมตัวมาเจรจากันต่อแบบทวิภาคีกับไทยโดยคนอื่นไม่เกี่ยวอีกต่อไปก็แล้วกัน สุดท้ายขอย้ำว่าตราบใดที่การเจรจาทวิภาคีแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลยังไม่จบหรือกัมพูชายังมีพฤติกรรมเนรคุณ ใส่ร้ายและยั่วยุไทยเช่นนี้ ตราบนั้นการประชุม JBC แก้ปัญหาเขตแดนทางบกก็คงต้องถูกแขวนตากแดดไว้ก่อน…เข้าใจตรงกันนะ

เพิ่มเพื่อน

Back To Top