Cover Image

เปิดคำพิพากษา ศาลยกฟ้อง คดี ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ ฟ้อง ‘ยัต ชัยโสโร’ ปมหุ้น 49%

เปิดคำพิพากษา ศาลแพ่งมีนบุรี ยกฟ้อง คดี ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ ฟ้อง ‘ยัต ชัยโสโร’ ปมหุ้น 49% ชี้บรรยายฟ้องโจทก์ “เคลือบคลุม” ตามป.วิ.แพ่ง ม.172

เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2569 ที่ศาลแพ่งมีนบุรี ถนนสีหบุรานุกิจ ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่เลขที่พE219/2569 นายลิขิต สิทธิพันธุ์ หรือต้า เฟ็ดเฟ่ เป็นโจทก์ ฟ้อง บริษัท ชัยโสโร จำกัด ที่ 1 นายกิตติศักดิ์ เวชประสาร หรือ ยัต ชัยโสโร ที่ 2 น.ส.ฐิติพร เพ็ชรศรีอุดม ภรรยาของยัต เป็นจำเลยที่ 3 กรณีฟ้องเกี่ยวกับสิทธิการถือหุ้น 49% ในบริษัท ชัยโสโร จำกัด

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสุนันท์ กลิ่นศรีสุข จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลย ที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการซึ่งลงชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ผูกพันบริษัทได้ เดิมโจทก์เคยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่ง หลักการฟ้องเคลือบคลุมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง โดยกฎหมายกำหนดสาระสำคัญของการบรรยายฟ้องในคดีแพ่งไว้เป็นหลักการว่า (1) คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา อันหมายถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย ว่ามีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร (2) ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา

คือบรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตามกฎหมายและการโต้แย้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ (3) คำขอบังคับที่โจทก็ต้องบรรยายถึงรายละเอียดในสิ่งที่โจทก์ต้องการให้ศาลบังคับจำเลยให้ชัดแจ้งหากในคำฟ้องใดไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันสำคัญให้ชัดแจ้ง บรรยายข้อเท็จจริงไม่เชื่อมโยงกับคำขอบังคับ ไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่คำวินิจฉัยตามคำขอได้ หรือการบรรยายฟ้องที่กำกวมหรือข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นมาอ้างขัดแย้งกันเองจนจำเลยไม่สามารถเข้าใจข้อหาเพื่อต่อสู้คดีได้ถือเป็นฟ้องเคลือบคลุม

เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นทั้งหมดที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งโอนไปให้จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า การลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเกิดจากการถูกจำเลยที่ 3 หลอกลวง และโจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงจะโอนหุ้นของตนให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

โดยโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุแห่งการโอนหุ้นไว้ 2 ลักษณะ กล่าวคือ ประการแรก โจทก์อ้างว่า ในเดือนเม.ย.2568 จำเลยที่ 3 แจ้งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสาร โดยอ้างว่าเป็นเอกสารรับเงินที่ลูกค้าชำระให้แก่บริษัท รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งเดิมและย้ายไปทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพจิตของโจทก์ โจทก์จึงหลงเชื่อและลงลายมือชื่อไป โดยไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 3 และไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด โจทก์จึงอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม อันมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156

ประการที่ 2 โจทก์อ้างว่า ในขณะลงลายมือชื่อ โจทก์มีความผิดปกติทางจิตและอยู่ระหว่างการรักษา โดยจำเลยที่ 3 ทราบถึงอาการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่กลับชี้นำให้โจทก์เข้าใจว่าเอกสารที่ลงลายมือชื่อเป็นเพียงเอกสารรับเงินและเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนตำแหน่งงานเท่านั้น โจทก์ยังบรรยายถึงอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และความสามารถในการตัดสินใจ ตลอดจนการดูแลผลประโยชน์ในทรัพย์สินของตน

โดยอ้างว่าในขณะนั้นไม่สามารถจัดการผลประโยชน์ของตนเองได้ตามปกติ จึงขอให้ศาลพิจารณาว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่โจทก์วิกลจริตหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30

ศาลเห็นว่า ข้ออ้างทั้ง 2 ประการมีสาระสำคัญแตกต่างกัน โดยการสำคัญผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เป็นกรณีที่ผู้ทำนิติกรรมเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารหรือผลของการกระทำผิดไป จนแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยไม่ตรงกับความเข้าใจที่แท้จริง ขณะที่การทำนิติกรรมขณะวิกลจริตเป็นข้ออ้างเกี่ยวกับสภาพจิตใจและความสามารถของผู้ทำนิติกรรมในขณะนั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสมบูรณ์ของนิติกรรมตามกฎหมาย

เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงทั้งสองลักษณะมาบรรยายไว้ในคำฟ้อง แต่ไม่ได้แสดงให้ชัดเจนว่าประสงค์จะอาศัยข้อเท็จจริงใดเป็นหลักแห่งข้อหา อีกทั้งคำขอบังคับยังระบุให้เพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเหตุสำคัญผิด จึงทำให้ข้อเท็จจริงที่บรรยายไว้ไม่สอดคล้องกัน และไม่อาจเข้าใจได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีโดยอาศัยเหตุทางกฎหมายใดเป็นสำคัญ

ข้ออ้างทั้งสองลักษณะมีข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน แต่โจทก์กลับนำมาบรรยายรวมกันโดยไม่ชัดเจน ทั้งยังขัดแย้งกับคำขอบังคับที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเนื่องจากสำคัญผิด ทำให้ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าโจทก์อาศัยเหตุใดเป็นหลักในการเรียกร้องสิทธิ

เมื่อโจทก์เลือกบรรยายฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงที่ไม่สัมพันธ์กันรวมกันมาโดยใช้ถ้อยคำกำกวม วกวน ไม่ชัดแจ้ง กลับไปกลับมาเอาแน่เอานอนในทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ขัดแย้งและปฏิเสธข้อเท็จจริงของกันและกันเช่นนี้ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นต่อ

พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

Back To Top