Cover Image

จาก 40 ปี ถึง 50 ปี การจัดงานรำลึก 6 ตุลา ที่จุฬาฯ

6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สะเทือนใจ นอกจากจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากความรุนแรงและทิ้งบาดแผลทางจิตใจไว้กับผู้คนจำนวนมากแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงอีกไม่น้อยที่ต้องค้นหา มีคำถามหลายข้อที่ยังไม่ได้รับคำตอบ หรือบางครั้งอาจถูกจงใจไม่ให้มีคำตอบ จนกลายมาเป็นปัญหาทั้งทางประวัติศาสตร์ การเมือง และศีลธรรมที่ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ความโกรธต่อความไม่เป็นธรรม ความเคลือบแคลงสงสัย ความใคร่รู้ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนการกดปราบและการหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ จะกลายเป็นแรงผลักให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้าในแต่ละยุค พยายามแสดงออกและยืนยันถึงความสำคัญของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อยู่เสมอ

6 ตุลาเป็นเหตุการณ์ที่ผูกพันอย่างมากกับสถานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงกลายเป็นภาพจำสำคัญของเหตุการณ์ และเรื่อง 6 ตุลาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าหลักของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักวิชาการ และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งก็เป็น ‘คน 6 ตุลา’ ด้วย

ภาพเช่นนี้ดูจะตรงข้ามกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในระยะหลังที่จุฬาฯ มักถูกมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยอนุรักษนิยมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จุฬาฯ จะไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุการณ์นองเลือดโดยตรง แต่ก็มีนิสิตจุฬาฯ เสียชีวิตทั้งในเหตุการณ์และในช่วงที่เข้าป่า ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองก่อน 6 ตุลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเมืองของนิสิตจุฬาฯ ที่มีทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายปะทะกันอย่างเข้มข้นในแบบที่แทบไม่พบเห็นแล้วในปัจจุบัน

ขบวนการนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นเองก็ไม่ได้ถูกแบ่งด้วยอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งอย่างชัดเจนเหมือนปัจจุบัน มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และทำงานร่วมกันผ่านองค์กรกลางและเครือข่ายข้ามมหาวิทยาลัยอยู่มาก

ขณะที่ธรรมศาสตร์มีเรื่อง 6 ตุลาเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าหลักของมหาวิทยาลัยไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจในวาระครบรอบ 50 ปี คือมหาวิทยาลัยมหิดลเองก็กลายเป็นอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งที่จัดงานรำลึก 6 ตุลาอย่างสำคัญ โดยมีอธิการบดีซึ่งเป็นคน 6 ตุลาเป็นผู้กล่าวเปิดงานด้วย

ความแตกต่างเหล่านี้ชวนให้คิดว่า การที่คนเดือนตุลารุ่นหนึ่งเข้าไปมีบทบาทในมหาวิทยาลัยต่างๆ มีผลต่อวัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมการรำลึก และทิศทางของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด

สำหรับจุฬาฯ แม้คน 6 ตุลาและเรื่องเล่า 6 ตุลาจะไม่ได้ถูกสถาปนาอย่างเด่นชัด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการจัดงานรำลึก ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนรุ่น 6 ตุลาและคนรุ่นหลังยังคงจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง บางปีอาจเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ ขณะที่บางปีกลายเป็นงานใหญ่ที่ถูกจดจำไปอีกนาน

บทความนี้จึงต้องการย้อนทบทวนการจัดงานรำลึก 6 ตุลาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นวาระ 40 ปี 6 ตุลา จนถึงปี 2569 ซึ่งครบรอบ 50 ปี

ผู้เขียนคนหนึ่งคือเนติวิทย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดงานรำลึก 6 ตุลาในจุฬาฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการจัดงาน 40 ปี รวมถึงช่วงครบรอบ 44 และ 45 ปี 6 ตุลา จึงจะเล่าบางส่วนจากความทรงจำของคนที่อยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนตัดสินใจ

ส่วนผู้เขียนอีกคนคือจารุพัฒน์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดงานเหล่านั้นโดยตรง ในช่วงหนึ่งของเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเขายังเป็นนักเรียนมัธยม แต่มีความสนใจต่อประวัติศาสตร์ 6 ตุลาและการรำลึกของภาคนิสิตนักศึกษา เขาจึงได้สัมภาษณ์นิสิตผู้จัดงานในสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรนิสิตตลอดช่วงสิบปีดังกล่าว

บทความนี้จึงควรอ่านในฐานะงานเชิงเล่าเรื่องที่ผสมระหว่างความทรงจำ การสัมภาษณ์ การค้นเอกสาร และการตกผลึกส่วนบุคคล มากกว่าจะเป็นงานวิชาการอย่างเคร่งครัด

พวกเราเชื่อว่าข้อมูลบางส่วนอาจยังตกหล่น อาจมีกิจกรรมของกลุ่มอิสระหรือองค์กรอื่นภายในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง และหวังว่าในอนาคตจะมีผู้อื่นช่วยเติมเต็มเรื่องราวเหล่านี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพื่อให้ขอบเขตของบทความไม่กว้างจนเกินไป เราจึงมุ่งไปที่สามองค์กรหลักที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลาบ่อยที่สุดในช่วงสิบปี ได้แก่ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ สภานิสิตจุฬาฯ และสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ก่อนจะเป็นผู้จัดงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลา เนติวิทย์เคยเข้าร่วมงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาแล้วในปี 2554 ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 แม้ไม่ได้เป็นคนจัดงานเอง แต่ก็รู้จักกับผู้จัดบางคน รวมถึงนักศึกษาธรรมศาสตร์ซึ่งบางส่วนทำงานอยู่ใน อมธ., กลุ่ม LLTD และนิสิตจุฬาฯ จากกลุ่ม CCP

คืนหนึ่งเนติวิทย์ไปนอนที่ลานหน้าคณะบัญชีเพื่อรอจนถึงตอนเช้า ซึ่งนักศึกษาจะเล่นละครย้อนเหตุการณ์ จำได้ว่าวันนั้นได้ยินนักศึกษารุ่นพี่และผู้เข้าร่วมงานตะโกนว่า

“ใครฆ่าพี่ เราไม่ลืม”

ในปีเดียวกัน ก่อนถึงวันที่ 6 ตุลา ยังมีการใช้ลานโพธิ์จัดละครแขวนคอที่ต้นโพธิ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์

ช่วงนั้นเนติวิทย์เป็นบรรณาธิการจุลสารปรีดีด้วย จุลสารปรีดีฉบับหนึ่งใช้ธีม ‘35 ปี 6 ตุลา’ ภายในมีบทสัมภาษณ์วิภา ดาวมณี ป้ามณี และ ส. ศิวรักษ์ การได้เข้าไปมีส่วนร่วมเล็กๆ ในงาน 35 ปี 6 ตุลา ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของเหตุการณ์นี้ และทำให้เกิดความฝันว่า หากวันหนึ่งได้เข้ามหาวิทยาลัยก็อยากจัดงานแบบที่รุ่นพี่ๆ เคยทำ

ต่อมาในปี 2556 เนติวิทย์ได้เข้าร่วมงาน 40 ปี 14 ตุลา บรรยากาศขณะนั้นเป็นยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และงาน 14 ตุลาก็แบ่งเป็นสองขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ฝ่ายก้าวหน้าและคนบางส่วนที่สนับสนุนรัฐบาลจัดงานที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีทั้งละคร งิ้ว เสวนา และดนตรี ขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจัดกิจกรรมอีกส่วนหนึ่งที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 การจัดงานรำลึก 6 ตุลา หรือแม้แต่ 14 ตุลา กลับยิ่งมีความหมายทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะจากการพูดถึงอาชญากรรมของรัฐ การปราบปราม และเสรีภาพทางการเมือง กิจกรรมเหล่านี้จึงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง เดือนตุลาคม 2557 นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองอธิการบดีธรรมศาสตร์และต่อมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้งดจัดกิจกรรมรำลึกและให้ไปรวมกับงาน 14 ตุลา

ปีต่อมา ในปี 2558 แม้สามารถจัดงานได้ แต่บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด นักศึกษาถูกห้ามขึ้นพูดบนเวที

บรรยากาศของเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพทางวิชาการภายใต้ คสช. จึงน่าสลดใจอย่างยิ่ง ยังไม่นับที่นักการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐประหารจำนวนมากถูกเรียกเข้าค่ายปรับทัศนคติ และนักศึกษาที่ถูกจับกุมคุมขัง เช่น รังสิมันต์ โรม, ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือไผ่ ดาวดิน เป็นต้น

40 ปี 6 ตุลา – 2559

เนติวิทย์สอบติดภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านระบบแอดมิชชันในปี 2559 รู้ผลประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเริ่มรู้จักเพื่อนในรุ่นเดียวกันผ่านกิจกรรมรับน้องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตอนนั้นมีความคิดอยู่แล้วว่า เมื่อกำลังจะครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา น่าจะทำอะไรบางอย่าง

จริงๆ แล้วคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดกิจกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลามาแทบตลอด โดยมีคณาจารย์ภาควิชาการปกครองเป็นตัวตั้งตัวตี รวมถึงอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งทำโครงการหอจดหมายเหตุ 6 ตุลา ปีนั้นมีแผนเปิดเว็บไซต์ 6 ตุลาใหม่ รวมถึงเผยแพร่ภาพถ่ายชุดใหม่ด้วย

ก่อนหน้านั้นในงานรำลึก 6 ตุลา ปี 2557 อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ได้พูดเปิดใจครั้งแรกในฐานะอดีตแกนนำนักศึกษาและผู้ที่เคยถูกจำคุกหลังเหตุการณ์เดือนตุลา เนติวิทย์มีโอกาสขอพบอาจารย์สุรชาติและรู้สึกแปลกใจว่า ในจุฬาฯ เองก็มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับ 6 ตุลามากกว่าที่เคยรู้และอยากเรียนรู้เพิ่มเติม จึงเสนอความคิดว่าอยากทำหนังสือ อาจารย์สุรชาติกรุณาช่วยติดต่อคนในรุ่นของท่านและเขียนถึง ‘วีรชนกลางป่าเขา’ เหล่านิสิตจุฬาฯ จากหลายคณะที่เสียชีวิตทั้งในเหตุการณ์และภายหลัง จนกลายมาเป็นหนังสือ 6 ตุลาฯ กับจุฬาฯ

จากนั้นความคิดเกี่ยวกับงานรำลึกจึงพัฒนาขึ้น โดยต้องการเน้นย้ำเรื่องของวีรชนชาวจุฬาฯ ที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมาก่อน เนติวิทย์ยังจำได้ว่าได้ปรึกษาอาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เกี่ยวกับการจัดงานด้วย

ในช่วงนั้น รูปแบบของงานเสวนาต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปมากหลัง Facebook เปิดระบบ live ผู้คนสามารถรับชมงานจากที่บ้านได้ จำนวนคนที่เดินทางมาร่วมงานเสวนาจึงเริ่มลดลง และสำหรับนิสิตปีหนึ่งอย่างพวกเรา ‘งานเสวนา’ อย่างเดียวดูจะเข้าถึงคนทั่วไปได้ไม่มากนัก อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้นก็ค่อนข้างหดหู่ บางทีการพูดถึง ‘ความหวัง’ อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น

ขณะนั้นเริ่มมีการพูดกันบ้างถึงพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาแทนพรรคแบบเดิมๆ และตัวอย่างที่ชัดมากในเวลานั้นคือฮ่องกง ซึ่งคนรุ่นใหม่อย่างโจชัว หว่อง กำลังจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเอง เนติวิทย์จึงตั้งใจว่าจะเชิญโจชัว หว่องมาปาฐกถาให้ได้ ทั้งที่ยังไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว

ที่ผ่านมา การรำลึก 6 ตุลามักเน้นการเรียกร้องความรับผิดจากรัฐและการไว้อาลัย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งจำเป็น แต่อีกด้านหนึ่งของคนรุ่น 6 ตุลาก็คือความหวังที่จะสร้างสังคมที่ดีขึ้น เราจึงคิดว่าการพูดถึงอนาคตและการสืบทอดความฝันของคนรุ่นนั้นน่าจะมีความหมายเช่นกัน

สุดท้ายจึงได้ชื่องานว่า ‘6 ตุลา ชาวจุฬาฯ มองอนาคต’

ในการประชุมเตรียมงานครั้งหนึ่ง ทีมเล็กๆ ประมาณ 4-5 คนนั่งคุยกันในห้องสมุดเก่าของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ของสถาบันนวัตกรรมทางสังคมไปแล้ว มีนิสิตเศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งคนหนึ่งร่วมทีมด้วย เขาสนใจการเมืองและประวัติศาสตร์มากเป็นพิเศษ ทุกคนเห็นตรงกันว่างานควรมีปาฐกถาที่น่าสนใจ เนติวิทย์เสนอชื่อโจชัว หว่อง แต่นิสิตเศรษฐศาสตร์คนนั้นเห็นว่าควรเชิญอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาโดยตรงมากกว่า สุดท้ายเขาถอนตัวออกจากทีม

มีคนตั้งคำถามไม่น้อยเหมือนกันว่า “จะเชิญโจชัวได้จริงหรือ”

แต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างจริงจัง

เนติวิทย์เดินทางไปฮ่องกง และด้วยความศรัทธาหรืออะไรก็ตามที่ผลักให้ได้พบกับโจชัว หว่องจริงๆ และโจชัวตอบตกลงว่าจะมาพูดทันทีโดยแทบไม่ลังเล แม้นาธาน ลอว์ เพื่อนของเขาจะมีความกังวลอย่างมาก

สุดท้ายโจชัวเดินทางมาถึงประเทศไทย แต่ถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิและไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

งาน 6 ตุลาปีนั้น พวกเราพยายามทดลองอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ด้วยภาพถ่ายที่ตั้งใจทำให้ดูน่าสงสัย การแจกใบปลิวบริเวณจุดขึ้นรถ ปอ.พ. ที่ศาลาพระเกี้ยว ไปจนถึงการประกวดออกแบบเสื้อ ซึ่งเสื้อของงานเป็นสีชมพู ไม่ใช่สีดำหรือสีแดงตามขนบของงานรำลึกการเมืองทั่วไป เรายังจัดฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับ 6 ตุลาหลายเรื่อง ก่อนถึงวันงานจริง

เราเคยมีความคิดจะทำกิจกรรมคล้ายงานวัด มีทั้งโยนห่วง ปาเป้า และซุ้มยิงปืน เพราะผู้จัดงานคนหนึ่งชอบซ้อมยิงปืน แต่ความคิดเรื่องซุ้มยิงปืนถูกคัดค้านอย่างหนักจนต้องยกเลิก

ก่อนปาฐกถาหลักยังมีเวทีคนรุ่นใหม่ มีตัวแทนจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท, จอห์น วิญญู, นิ้วกลม และโตมร ศุขปรีชา

ส่วนชื่อของผู้กล่าวปาฐกถาหลักถูกปิดเป็นความลับจนถึงสัปดาห์สุดท้าย จึงประกาศว่าเป็นโจชัว หว่อง การประกาศดังกล่าวสร้างความฮือฮาอย่างมาก และเมื่อข่าวออกว่าเขาถูกกักตัวอยู่ที่สนามบิน ความสนใจต่องานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

แม้วันงานจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาเฝ้าสังเกตการณ์จำนวนมาก แต่คนเข้าร่วมมากอย่างไม่น่าเชื่อ ห้องประชุมชั้น 13 รองรับคนไม่พอ แม้จะมีคนนั่งกับพื้นแล้วก็ตาม จึงต้องเปิดถ่ายทอดสดไปยังพื้นที่ด้านหน้า และเปิดห้องประชุมตึก 1 เพิ่มอีกห้องหนึ่ง คาดว่ามีผู้เข้าร่วมในวันนั้นประมาณ 500-700 คน

ผู้จัดงานปีนั้นเป็นนิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์เป็นหลัก หากก็มีจากอีกหลายคณะด้วย รวมแล้วมีทีมงานเกือบ 100 คน

ความโชคดีอย่างมากของผู้จัดคือ อาจารย์ ผู้บริหารคณะ และภาควิชาการปกครองค่อนข้างเป็นใจให้การจัดงานดำเนินไปได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการให้ใช้ห้องประชุมของคณะในการแถลงข่าว ช่วยออกจดหมายเชิญ หรือแม้แต่ช่วยระดมทุน จนเงินจากการขายเสื้อ 6 ตุลาและหนังสือในปีนั้นกลายเป็นทุนที่สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมรำลึก 6 ตุลาได้อีกหลายปี

ความร่วมมือของผู้จัดและความสำเร็จของงานทำให้เนติวิทย์เคยคิดอยากตั้งกลุ่ม หรือกระทั่งพรรคของคนรุ่นใหม่ในจุฬาฯ แต่เพียงไม่กี่วันหลังงานรำลึก 6 ตุลาก็เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งคือการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนบรรยากาศของสังคมไทยไปโดยสิ้นเชิง ความคึกคักของงาน 6 ตุลาในธีมสีชมพู ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่งานกิจกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ๆ ต่อจากนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินต่อท่ามกลางบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น

41 ปี 6 ตุลา – 2560

จากการสำรวจโซเชียลมีเดียและบันทึกการประชุมของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ไม่พบว่ามีการจัดงานรำลึก 6 ตุลาโดยสามองค์กรหลักในปี 2560

แม้เนติวิทย์จะได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ ในเดือนมิถุนายน แต่ก็ถูกปลดจากตำแหน่งและตัดคะแนนในเดือนสิงหาคม ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการในสโมสรนิสิตจุฬาฯ ได้ และต้องใช้เวลาจำนวนมากไปกับการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองและคณะ

ส่วนสภานิสิตซึ่งมีเพื่อนของเนติวิทย์จำนวนหนึ่งเข้าไปทำงานก็ประสบปัญหาการเมืองภายใน

เดือนตุลาคมปีนั้นยังอยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. และอยู่ใกล้กับวาระครบรอบหนึ่งปีการสวรรคต รวมถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในช่วงวันที่ 25-29 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามจะจัดงานต่อจากปีก่อนหน้า โดยชมรมวิพากษ์วรรณกรรม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งมีธรณ์เทพ มณีเจริญ หนึ่งในผู้จัดงาน 40 ปี 6 ตุลาและเพื่อนของเนติวิทย์เป็นประธานชมรม แต่สุดท้ายต้องประกาศยกเลิก เนื่องจากปัญหาการบริหารภายในที่ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามที่ตั้งใจ

42 ปี 6 ตุลา – 2561

จากการสัมภาษณ์ชยางกูร เพ็ชรปัญญา ประธานผู้จัดในปี 2561 ทำให้ทราบว่า เขาเริ่มสนใจจัดงาน 6 ตุลา หลังเข้ามาทำกิจกรรมกับชมรมสภาจำลอง ซึ่งมีทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, เกศกนก วงษาภักดี และเนติวิทย์เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง โดยมีที่มาจากความพยายามของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ในปี 2561 ที่ต้องการรื้อฟื้นกิจกรรมสภาจำลอง หลังจากกิจกรรมในลักษณะนี้หายไปจากสังคมไทยมาหลายปี

ชยางกูรซึ่งขณะนั้นเป็นนิสิตปีหนึ่งได้รวบรวมเพื่อนนิสิตและเสนอโครงการจัดงานรำลึก 6 ตุลา ทิศทางของงานยังได้รับอิทธิพลจากงาน 40 ปี คือไม่ได้พูดถึงอดีตเพียงอย่างเดียว แต่พยายามเชื่อมไปสู่อนาคต

ในช่วงนั้น พรรคการเมืองได้รับอนุญาตให้กลับมาทำกิจกรรมได้แล้ว ตอนเช้าจึงมีเวทีเชิญนักการเมืองมาพูดถึงประเทศไทยและบทเรียนจาก 6 ตุลา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนิทรรศการชีวิต และวงสนทนากับคนเดือนตุลา ได้แก่ วิภา ดาวมณี, พรสรวง โพธิ์ทอง และทองขาว ทวีปรังษีนุกูล

ช่วงเย็นมีปาฐกถาที่พยายามเชื่อมโยง 6 ตุลากับการต่อสู้ในต่างประเทศ โดยเชิญ Fahmi Reza ศิลปินและนักเคลื่อนไหวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นเพื่อนของเนติวิทย์มาพูด กิจกรรมจัดทั้งที่ห้องเกษม สุวรรณกุล ชั้น 13 และห้อง Smart Classroom ชั้น 7

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดซึ่งจำนวนมากเป็นนิสิตปีหนึ่งประสบปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องเอกสารและการขอใช้สถานที่กับทางคณะ แต่ครั้งนี้ การเชิญนักเคลื่อนไหวจากต่างประเทศก็ไม่ได้จบลงซ้ำรอยกับปี 2559

 43 ปี 6 ตุลา – 2562

ปีนี้ไม่พบการจัดงานรำลึก 6 ตุลาในพื้นที่จุฬาฯ แต่ยังมีความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลมีเดียคือ สภานิสิตออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ที่ยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี ส่วนสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงภาพผู้ชุมนุมที่ถูกแขวนคอ ในลักษณะของการรำลึกและเชิญชวนให้นิสิตเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์โครงการบันทึก 6 ตุลา

44 ปี 6 ตุลา – 2563

ปี 2563 เนติวิทย์ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ภายในคณะรัฐศาสตร์มีหมุดสัญลักษณ์แห่งหนึ่ง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2540 เพื่อรำลึกถึงวิชิตชัย อมรกุล นิสิตปีหนึ่งผู้เสียชีวิตจากการถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามที่สนามหลวง บริเวณหลังตึก 1 มีตึกกิจกรรมนิสิต และภายในมีห้องประชุมซึ่งนิสิตมักเรียกเล่นๆ ว่า ‘ห้องประชุมอภิชาติ สีมี’ อภิชาติเป็นนายกสโมสรนิสิตคณะในช่วงที่เนติวิทย์เรียนอยู่ปีหนึ่ง สาเหตุที่ห้องนี้ได้ชื่อดังกล่าวก็เพียงเพราะอภิชาติเคยช่วยยกโต๊ะเข้ามาในห้อง แต่ชื่อเล่นกลับติดปากจนปรากฏอยู่ในบันทึกการประชุมสโมสรนิสิตด้วย

ก่อนหน้านั้น เนติวิทย์ในฐานะรองหัวหน้านิสิตภาควิชาการปกครองของชั้นปีสาม เคยเสนอในที่ประชุมให้เปลี่ยนชื่อห้องประชุมอภิชาติเป็น ‘ห้องประชุมวิชิตชัย อมรกุล’ ข้อเสนอนี้กลับสร้างความขัดแย้งพอสมควร บางคนเห็นว่าเป็นเรื่องการเมือง และมีคนประชดว่าตั้งชื่อตามดาราเกาหลีอาจจะดีกว่า

เมื่อได้เป็นนายกสโมสรนิสิตคณะ เนติวิทย์เสนอคณะให้ปรับปรุงตึกกิจกรรมนิสิตทั้งหมด เงินส่วนหนึ่งได้รับจากคณะ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการระดมทุน ในเอกสารโครงการ นอกจากการออกแบบพื้นที่ใหม่แล้ว ยังมีการตั้งชื่อห้องประชุมหลักว่า ‘วิชิตชัย อมรกุล’ และอีกห้องที่ไม่เคยมีชื่อก็มีการตั้งชื่อห้องว่า ‘ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เสียชีวิตก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาเพียงไม่กี่เดือน และเคยเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

สำหรับผนังห้องวิชิตชัย สโมสรนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความร่วมมืออย่างดี นายกสโมสรและนิสิตมาช่วยกันวาดภาพวีรชนของจุฬาฯ เรียงตามช่วงเวลาการเสียชีวิต ได้แก่ จิตร ภูมิศักดิ์, รัตนา สกุลไทย, สมเด็จ วิรุฬหผล และวิชิตชัย อมรกุล

วันที่ 6 ตุลาคม 2563 จึงถูกเลือกเป็นวันเปิดตึกกิจกรรมที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมกับการจัดงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลา และเปิดห้องประชุมวิชิตชัยอย่างเป็นทางการ

อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข มากล่าวปาฐกถาและเป็นประธานในพิธี อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล กรุณาส่งคลิปจากสหรัฐอเมริกามาร่วมงาน นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ มากล่าวไว้อาลัย และผู้แทนจากคณะต่างๆ เกือบทุกคณะและองค์กรอื่นๆ ส่งต้นไม้เล็กๆ มาร่วมในงาน

ภาพหนึ่งที่น่าตื้นตันมากคือ นิสิตจุฬาฯ รุ่น 26 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับวิชิตชัย มารวมตัวกันและถือดอกกุหลาบหน้ารูปของวิชิตชัยที่ติดอยู่บนผนังห้อง ในปีนั้นยังมีการจัดประกวดเขียนเรียงความสำหรับนักเรียนระดับมัธยมอีกด้วย

45 ปี 6 ตุลา – 2564

ปี 2564 เนติวิทย์ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ

งานรำลึก 6 ตุลาอยู่ภายใต้การดูแลของนันท์นภัส เอี้ยวสกุล อุปนายกบริหารคนที่ 2 ปีนั้นมีการจัดทำเว็บไซต์ ‘จุฬาฯ กับเดือนตุลา’ โดยตั้งใจเชื่อมประวัติศาสตร์การเมืองเดือนตุลาคม ตั้งแต่ 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา ให้เห็นความต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในยุคนั้น เว็บไซต์ยังมีควิซให้ผู้เข้าชมลองดูว่าตนเองมีบุคลิกคล้ายกับนักเคลื่อนไหวคนใดในยุคเดือนตุลา มีปาฐกถานานาชาติออนไลน์โดยนาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวฮ่องกงและเพื่อนของโจชัว หว่อง

อีกหนึ่งความพยายามที่น่าสนใจคือการล่ารายชื่อเสนอให้วันที่ 6 ตุลาคมเป็น ‘วันปกป้องสิทธิและเสรีภาพสากล’ ซึ่งแนวคิดส่วนหนึ่งได้รับคำแนะนำจากอาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

มีนิสิต นักศึกษา ประชาชนหลายพันคน รวมทั้งองค์กรมากกว่าร้อยองค์กรและมหาวิทยาลัยร่วมสนับสนุน

ในช่วงเดียวกัน ชีวิตของเนติวิทย์และคณะผู้บริหาร อบจ. ก็พัวพันกับความขัดแย้งจำนวนมาก นอกจากสถานการณ์โควิดที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติแล้ว ยังมีความพยายามตัดคะแนนเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งนายกสโมสรนิสิต

ศิษย์เก่าจากหลายคณะส่งเรื่องถึงมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอกเพื่อควบคุมหรือยับยั้งการทำงานของนายกสโมสรนิสิต และในที่สุดเนติวิทย์ก็ถูกกิจการนิสิตปลดจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ยังจัดทำสารคดีสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยเน้นการสัมภาษณ์สุธรรม แสงประทุม รวมทั้งมีการจัดประกวดบทความและคำประพันธ์ ส่วนสภานิสิตมีการเผยแพร่เนื้อหาบน Facebook ให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่วันก่อน 6 ตุลา ขณะที่สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์จัดพิธีวางต้นไม้รำลึกวิชิตชัย อมรกุล ณ ห้องประชุมวิชิตชัย ตึกกิจกรรมนิสิต โดยที่ตัวแทนจากองค์กรต่างๆ และคณะในจุฬาฯ ได้มาร่วมวางด้วย เหตุที่เป็นการวางต้นไม้ เพราะตอนนั้นมีคนบอกว่าดอกไม้เน่าเร็วกว่า

46 ปี 6 ตุลา – 2565

นับจากปีนี้เป็นต้นไป เนติวิทย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดงานรำลึก 6 ตุลาโดยตรงอีก แม้ยังมีสถานะเป็นนิสิตจุฬาฯ เพราะได้ออกไปบวชเป็นภิกษุเป็นเวลาประมาณสิบเดือน จึงไม่ค่อยมีกิจกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลามากนัก เนื่องจากการเปลี่ยนนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ที่มีทัศนะต่อการเมืองที่เปลี่ยนไปจากคำบอกเล่าที่ได้ยินมา

สโมสรนิสิตจุฬาฯ ซึ่งนำโดยสิรภพ อัตโตหิ นายกสโมสรนิสิตในขณะนั้น พยายามจัดงานรำลึก 6 ตุลา แต่ถูกฝ่ายกิจการนิสิตห้ามไม่ให้จัด เหตุผลที่ถูกอ้างมีทั้งเรื่องเป็นช่วงสอบ มหาวิทยาลัยควรมีความเป็นกลางทางการเมือง และความกังวลว่าจะมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาแทรกแซง โดยจากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องผู้บริหารในช่วงก่อนหน้านั้นไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน พอเข้าปีนี้กลับห้ามอย่างชัดเจนในช่วงการเปลี่ยนคณบดีจากแนวทางและนโยบายการทำงานที่เปลี่ยนไป แต่ก็มีกระแสตีกลับก็เกิดการประนีประนอม

ด้าน อบจ. โต้แย้งว่า เวลาจัดงานคือ 16.00 น. จึงไม่กระทบต่อการสอบและหากจะกล่าวว่ามี ‘วาระซ่อนเร้น’ วาระนั้นก็มีเพียงการรำลึกและไว้อาลัยต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลา รวมทั้งย้ำเตือนไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้อีก

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้จัดงาน อบจ. จึงย้ายไปจัดร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งจัดงานรำลึกที่บริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

ขณะเดียวกันก็เชิญชวนนิสิตและบุคคลภายนอกที่ต้องการรำลึกถึงเหตุการณ์ภายในพื้นที่จุฬาฯ ให้เข้ามาวางดอกไม้และจุดเทียนที่ห้องประชุมวิชิตชัย อมรกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งขณะนั้นนายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์คือ กฤตภาส เชษฐเจริญรัตน์

ปี 2565 ยังเห็นความร่วมมือขององค์กรนิสิตหลายแห่งในการออกแถลงการณ์สดุดีวีรชน 6 ตุลา ผ่านเครือข่ายนักศึกษาจัดงาน 6 ตุลา โดยมีทั้งองค์การบริหารสโมสรนิสิต สภานิสิต และสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ร่วมอยู่ด้วย

47 ปี 6 ตุลา – 2566

ปีนี้กลุ่ม ‘พรรคจุฬาฯ ของทุกคน’ ซึ่งเคยมีนายกสโมสรนิสิตสองคนคือเนติวิทย์และสิรภพ พ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ในส่วนสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ คนรุ่นที่เคยทำงานร่วมกับเนติวิทย์ส่วนใหญ่ก็เรียนจบไปแล้ว สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์เริ่มปรับภาพลักษณ์และทำงานใกล้ชิดกับสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ มากขึ้น

บรรยากาศการเมืองซึ่งเคยขึ้นสูงในช่วงปี 2563 ลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ยังมีการจัดงานรำลึก 6 ตุลาขนาดเล็กโดยองค์การบริหารสโมสรนิสิต ผ่านฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม หรือ DHA ซึ่งตั้งขึ้นในช่วงที่เนติวิทย์ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิต

มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในเดือนตุลาและจัดนิทรรศการ วิทยากรสามคนคือ วรรณี นิยมไทย, สุนีย์ ไชยรส และเนตรนภา ขุมทอง โดยผู้จัดให้เหตุผลว่า บทบาทของผู้หญิงในเหตุการณ์เดือนตุลายังได้รับการพูดถึงน้อยเกินไป

ปีนี้ยังเกิดเหตุการณ์สำคัญในโครงสร้างตัวแทนนิสิต คือมีผู้สมัครรับเลือกตั้งสภานิสิตไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามที่กำหนด จึงไม่มีสภานิสิตในปีนั้น

48 ปี 6 ตุลา – 2567

พรรคจุฬาฯ ของทุกคนกลับมาชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่ต่อมาประสบปัญหาภายใน สมาชิกที่ได้รับเลือกในสิบตำแหน่งลาออก ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และในที่สุดพรรคจุฬาฯ ของทุกคนก็ยุติบทบาทลง

อย่างไรก็ดี DHA ร่วมกับกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ จัดงาน ‘ตุลารำลึก: Humanitarian DEEP Talk’ โดยเชิญวิทยากรห้าคน ได้แก่ เนตรนภา ขุมทอง, ชนะศึก สมเชื้อเวียง, ชยพล มาลานิยม, ประทับจิต นีละไพจิตร และภาณิศา เรืองฉาย ภายในงานยังมีการฉายวิดีทัศน์ A Life Left Behind ถ่ายทอดเรื่องราวและชีวิตที่สูญหายจากสงครามในเมียนมา กิจกรรมครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ไม่ได้เล่า 6 ตุลาเพียงในฐานะประวัติศาสตร์ไทย แต่พยายามเชื่อมโยงประสบการณ์ของ 6 ตุลากับวิกฤตด้านมนุษยธรรมและความรุนแรงในโลกปัจจุบัน งานจัดขึ้นวันที่ 19 ตุลาคม ณ หอประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ส่วนสภานิสิตจุฬาฯ ส่งตัวแทนไปร่วมวางพวงหรีดรำลึกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม

49 ปี 6 ตุลา – 2568

ปีนี้มีการจัดกิจกรรมโดยฝ่าย DHA และสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

กิจกรรมหนึ่งใช้ชื่อว่า ‘5 ตุลา แห่งแสงจันทราและสายลมแห่งความหวัง’ จัดขึ้นวันที่ 5 ตุลาคม

สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ยังจัดทำบุญอุทิศแก่วิชิตชัย อมรกุล โดยนิมนต์พระจากวัดญาณเวศกวันมาแสดงธรรม มีการทำอาหารแจก วางดอกไม้จันทน์แด่ทรราช วางพวงหรีดรำลึกผู้เสียชีวิตที่บริเวณตึกกิจกรรมนิสิต และการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านวิทยากรสองคน ได้แก่ เนตรนภา ขุมทอง และ Alec Bamford

ส่วน DHA ได้จัดอีกกิจกรรมชื่อว่า ‘ตุลารำลึก 2568’ ในวันที่ 14-17 ตุลาคม ณ PLEARN Space อาคารเปรมบุญฉัตร โดยมีนิทรรศการ รวมถึงกิจกรรมล้อมวงเล่าในวันที่ 16 ตุลาคม

50 ปี 6 ตุลา – 2569

ปี 2569 มีผู้สมัครรับเลือกตั้งสภานิสิตไม่ถึงจำนวนขั้นต่ำอีกครั้ง จึงไม่มีสภานิสิตจุฬาฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง วาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาทำให้ปีนี้กลายเป็นปีที่มีการจัดงานรำลึกครั้งสำคัญในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

ในจุฬาฯ มีโครงการ ‘จุฬาฯ 50 ปี 6 ตุลา: ตุลารำลึก’ จัดโดยฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม หรือ DHA มีการเปิดบัญชี Instagram ใหม่ชื่อ tulamemorial.cu และเริ่มทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรับสมัครผู้ปฏิบัติงาน การเผยแพร่โพสต์ให้ความรู้ ภาพประวัติศาสตร์ การแนะนำเพลงและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเดือนตุลา รวมถึงการจำหน่ายของที่ระลึก เช่น เสื้อ เข็มกลัด และสติกเกอร์

งานหลักจัดระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม ที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่ง การได้ใช้ศาลาพระเกี้ยวจัดงานต่อเนื่องถึงสามวันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะเพียงสี่ปีก่อนหน้านั้น ในวาระ 46 ปี งานรำลึก 6 ตุลายังถูกฝ่ายกิจการนิสิตมองว่าเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่ควรจัดในมหาวิทยาลัย

ภายในงานมีนิทรรศการ หนังสือ และวัตถุจัดแสดงจำนวนมาก โดยเป็นการจัดหาจากหลายๆ ฝ่าย รวมถึงตัวผู้จัดเองได้กล่าวไว้ว่าหาเอกสารในยุคนั้นมาจากกลุ่มซื้อขายใน Facebook

นิทรรศการแบ่งออกเป็นเจ็ดประเด็น ได้แก่ การเคลื่อนไหวของนักเรียน, การเคลื่อนไหวในจุฬาฯ, การเคลื่อนไหวของผู้หญิง, สื่อและศิลปะในขบวนการเคลื่อนไหว, ฝ่ายซ้ายในขบวนการเคลื่อนไหว, ฝ่ายขวากับการสร้างความกลัว และการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา

ผู้จัดยังแจก ‘สมุดบันทึกเดินทาง’ ให้ผู้เข้าชมนิทรรศการ โดยแต่ละคนจะได้รับบทบาทตัวละครสมมุติที่แตกต่างกัน เพื่อให้ลองมองเหตุการณ์ผ่านชีวิตของนิสิตนักศึกษาในเวลานั้น

ผู้เข้าร่วมสามารถสะสมตราประทับจากนิทรรศการทั้งเจ็ดส่วนเพื่อแลกของรางวัล และเมื่อเดินทางครบแล้วก็จะได้รับการ์ดตัวละครพร้อมเรื่องราวของตัวละครนั้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

นอกจากนิทรรศการ ยังมีกิจกรรมบรรยายทางวิชาการ วงสนทนามากกว่าแปดวง และการแสดงดนตรีตลอดทั้งวัน

มีวงนักร้องประสานเสียงร้องเพลง ‘ดอกไม้’ และ ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ก่อนเข้าสู่การบรรยายของอาจารย์วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ว่าด้วย ‘50 ปี 6 ตุลา กับ 50 ปีการสิ้นสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน’ และในวันที่ 5 ตุลาคม มีการบรรยายในหัวข้อ ‘อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคทศวรรษ 1970’ โดย อาจารย์พรปวีณ์ แสงสุระเดช

อีกหนึ่งรายละเอียดเล็กๆ ที่น่าสนใจคือ การแจกข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อใบตอง ซึ่งเป็นอาหารที่เคยถูกแจกในการชุมนุมในอดีต

การจัดงาน 50 ปี 6 ตุลาของ DHA จึงมีทั้งรสชาติทางวิชาการและความพยายามทำให้ผู้เข้าร่วมสัมผัสบรรยากาศบางส่วนของยุคนั้นผ่านวัตถุ เสียง เพลง อาหาร และการมีส่วนร่วมกับนิทรรศการ

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ ทีมผู้จัดหลักจำนวนหนึ่งเป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และได้รวบรวมเอกสาร รวมทั้งสัมภาษณ์คนรุ่นนักศึกษายุคนั้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็มีการจัดกิจกรรมอย่างคึกคักเช่นกัน ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตยของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงที่เนติวิทย์เป็นนายกสโมสรนิสิตคณะ ร่วมกับพิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดเสวนา ‘ครึ่งศตวรรษมา: 6 ตุลาในวันนั้น ถึง 6 ตุลาในวันนี้’ วิทยากรประกอบด้วย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ธเนศวร์ เจริญเมือง อดีตรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และอานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน

นอกจากวงเสวนา ยังมีนิทรรศการจากพิพิธภัณฑ์สามัญชน กิจกรรมศิลปะแบบตัดแปะ การจุดเทียนรำลึก และแจกเข็มกลัดที่ระลึก

จาก 40 ปี ถึง 50 ปี

เมื่อมองย้อนจากปี 2559 มาถึงปี 2569 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การรำลึก 6 ตุลาในจุฬาฯ ไม่เคยดำเนินไปเป็นเส้นตรง

บางปีมีงานใหญ่ บางปีไม่มีงานเลย บางปีต้องต่อรองกับมหาวิทยาลัย ขณะที่บางปีก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี ในบางช่วง เรื่อง 6 ตุลาเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกระแสการเมืองของนิสิตในขณะนั้น ขณะที่ในอีกช่วงหนึ่งก็ถูกนำไปเชื่อมกับประเด็นเรื่องเพศ มนุษยธรรม สงคราม หรือสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค

ในแง่นี้ ความทรงจำเรื่อง 6 ตุลาในจุฬาฯ ไม่ได้ถูกส่งต่อผ่าน ‘สถาบัน’ เพียงอย่างเดียว หากถูกส่งต่อผ่านคน กลุ่มเพื่อน ชมรม สโมสรนิสิต ห้องประชุม หนังสือ เสื้อ ภาพวาด เว็บไซต์ คลิปวิดีโอ และกิจกรรมที่คนรุ่นหนึ่งทิ้งไว้ แล้วคนอีกรุ่นหนึ่งหยิบขึ้นมาใช้ต่อ

บางสิ่งที่คนรุ่นหนึ่งสร้างขึ้นก็กลับกลายเป็นโครงสร้างให้คนรุ่นต่อมาใช้ เช่น ห้องประชุมวิชิตชัย ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย หรือฝ่าย DHA (น่าสนใจด้วยว่า ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตยและ DHA ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นโดยคาดหมายว่าในอนาคตจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดงาน 6 ตุลาของทั้งสององค์กรหลัก)

ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เคยเป็นเรื่องขัดแย้งก็สามารถกลายมาเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยยอมรับได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา ความแตกต่างระหว่างปี 2565 ซึ่งกิจกรรมรำลึกถูกปฏิเสธไม่ให้จัด กับปี 2569 ซึ่งงาน 50 ปีสามารถใช้พื้นที่ศาลาพระเกี้ยวจัดนิทรรศการและกิจกรรมต่อเนื่องหลายวัน เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

กระนั้น การยอมรับดังกล่าวอาจเป็นเพียงการยอมรับชั่วคราวก็ได้ หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2563 เมื่อธรรมศาสตร์อนุญาตให้นักศึกษาจัดการชุมนุมใหญ่ จุฬาฯ เองก็มีช่วงเวลาที่เปิดพื้นที่มากขึ้นเช่นกัน ถึงขนาดฝ่ายกิจการนิสิตเรียกนายกสโมสรนิสิตในขณะนั้นมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วม แต่ในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับกิจกรรมนิสิตทางการเมืองก็กลับมาตึงเครียดและมีการขัดขวางกิจกรรมอีกครั้ง ดังนั้น การที่การจัดงานในปี 2569 สามารถเกิดขึ้นในศาลาพระเกี้ยวก็อาจยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า 6 ตุลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่มหาวิทยาลัยยอมรับอย่างถาวรแล้ว

อีกด้านหนึ่ง การที่ 6 ตุลาได้รับการยอมรับมากขึ้นก็ทำให้เกิดคำถามใหม่เช่นกัน

เมื่อเหตุการณ์หนึ่งค่อยๆ กลายมาเป็น ‘ประวัติศาสตร์’ ที่สามารถจัดนิทรรศการ ร้องเพลง ขายหรือแจกของที่ระลึก และสร้างประสบการณ์ย้อนยุคได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ การเล่า 6 ตุลาในฐานะประวัติศาสตร์ที่มีข้อสรุปเรียบร้อยแล้วก็อาจถูกท้าทายได้เช่นกัน

อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นคนหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่า หากมองบริบททางการเมืองในเวลานั้น นักศึกษา 6 ตุลาไม่ได้เป็นเหยื่อโดยสมบูรณ์ หากเป็นผู้กระทำการทางการเมืองที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซึ่งมีลักษณะคล้ายสงครามกลางเมืองด้วย การมองนักศึกษาเพียงในฐานะผู้ถูกกระทำจึงอาจไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนทั้งหมดของยุคนั้นได้

ในหมู่คนอาชีวศึกษาเองก็อาจมีคำถามอีกแบบหนึ่งว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับ 6 ตุลาที่เราคุ้นเคยนั้น ‘นิสิตนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง’ มากเกินไปหรือไม่ และเสียงหรือประสบการณ์ของคนกลุ่มอื่นในความขัดแย้งถูกพูดถึงมากน้อยเพียงใด

คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาจะถูกทำให้ชอบธรรม แต่สะท้อนว่า เมื่อระยะห่างทางเวลามากขึ้น การศึกษาความทรงจำของ 6 ตุลาเองก็อาจต้องเปิดพื้นที่ให้กับคำถามที่ซับซ้อนขึ้นด้วย

จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด งานรำลึก 6 ตุลาจึงอาจไม่ใช่งาน ‘เช็งเม้ง’ ที่คนรุ่นหลังเพียงมารำลึกถึงผู้ตายปีละครั้งเท่านั้น

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา งานรำลึกได้ขยับออกไปไกลกว่านั้นมาก คนจัดงานเองก็เรียนรู้และตีความเหตุการณ์ใหม่อยู่เสมอ

แม้แต่ภายในจุฬาฯ สามองค์กรอาจจัดงานในปีเดียวกัน บางครั้งวันชนกัน บางครั้งดูเหมือนจะแข่งขันกัน และหัวข้อของแต่ละงานก็อาจแตกต่างกันอย่างมาก สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์อาจสนใจเรื่องหนึ่ง อบจ. อาจสนใจอีกเรื่องหนึ่ง และสภานิสิตก็อาจเลือกอีกวิธีหนึ่งในการรำลึก

หรือในบางครั้ง ผู้จัดที่จุฬาฯ อาจตั้งใจไม่ทำสิ่งเดียวกับธรรมศาสตร์ เพราะหากธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่หลักในการย้อนกลับไปสู่สถานที่และประสบการณ์ของเหตุการณ์ 6 ตุลา งานที่จุฬาฯ ก็อาจพยายามถามต่อว่า แล้ว 6 ตุลามีความหมายอย่างไรกับมหาวิทยาลัยอื่น กับคนรุ่นหลัง และกับปัญหาของโลกในปัจจุบัน

มันสามารถกลายเป็นจุดตั้งต้นให้พูดเรื่องประชาธิปไตย สิทธินิสิต ผู้หญิง ความรุนแรงของรัฐ สงครามในเมียนมา หรือการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคได้ ขณะเดียวกัน การขยายความหมายเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจตัวเหตุการณ์ 6 ตุลาเองได้ลึกซึ้งขึ้นด้วย

พวกเราเองก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อถึงวาระ 60 ปี 6 ตุลาในอีกสิบปีข้างหน้า ภาพของการรำลึกจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคนรุ่น 6 ตุลาซึ่งวันนี้จำนวนมากอยู่ในวัยเกิน 65 ปีแล้ว จะมีอายุมากขึ้นอีก หลายคนอาจหมดแรง ถอยห่างจากงานสาธารณะ หรือจากไป

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรำลึกถึง 6 ตุลาอย่างไร แต่คือ การรำลึก 6 ตุลาที่ค่อยๆ ห่างออกจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงจะมีหน้าตาแบบไหน เมื่อพยานในเหตุการณ์ลดน้อยลง ความทรงจำจะถูกส่งต่อด้วยอะไร ใครจะเป็นคนเล่า และคนรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์นี้ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอยู่หรือไม่

การรำลึก 6 ตุลาจะยังสามารถรักษาความน่าสนใจ ความท้าทาย และพลังในการกระตุ้นให้คนตั้งคำถามต่อสังคมได้หรือไม่ หรือจะสามารถพัฒนาไปถึงระดับเหตุการณ์กวางจูในเกาหลีใต้ ที่ความทรงจำในเหตุการณ์กลายเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ สถาบันความทรงจำ พื้นที่การเรียนรู้ และส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยของสังคม

เรื่องเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ควรสำรวจและครุ่นคิดต่อไป

สำหรับเนติวิทย์ การได้มีส่วนร่วมกับการจัดงานรำลึก 6 ตุลาในหลายช่วงเวลามอบประสบการณ์และบทเรียนจำนวนมาก แต่จากนี้ไปคงขยับจากบทบาทผู้จัดมาเป็นผู้สังเกตการณ์มากขึ้น

ส่วนจารุพัฒน์ ซึ่งเติบโตขึ้นมาในอีกช่วงเวลาหนึ่งของความทรงจำ 6 ตุลา ก็หวังว่าเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยจะได้มีโอกาสมีส่วนร่วมและทดลองจัดงานรำลึก 6 ตุลา ในรูปแบบของคนรุ่นตนเองต่อไป

บางทีภาพเช่นนี้อาจเป็นธรรมชาติของการรำลึก 6 ตุลาอยู่แล้ว คนรุ่นหนึ่งค่อยๆ ถอยออกไป ขณะที่คนอีกรุ่นหนึ่งเดินเข้ามา และทุกครั้งที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาจัดงาน ความหมายของ 6 ตุลาก็จะถูกตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง

50 ปี 6 ตุลา 6 ตุลา 6 ตุลาคม 2519 6 ตุลาฯ จารุพัฒน์ วรธนเดชากิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาฯ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

Back To Top