4 บิ๊กธุรกิจยักษ์ใหญ่! ชี้ไทยรับอานิสงส์ภูมิรัฐศาสตร์ ดันลงทุน PCB-Data Center-EV

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค.69) ในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “Geopolitics to Profit: Which Thai Sectors Will Win from Global Realignment?” หรือ “พลิกความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์สู่โอกาสเศรษฐกิจไทย: อุตสาหกรรมใดจะคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่?” มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL และนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว (Green Economy)
รัฐบาลไทยกำลังขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมาย ลดข้อจำกัดเชิงระบบราชการ ขยายกรอบการค้าเสรี (FTA) รวมถึงพัฒนาทักษะทุนมนุษย์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อปูทางให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ การหลั่งไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนและการย้ายห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ไม่ใช่มาตรการชั่วคราวเพื่อหลบเลี่ยงความตึงเครียดทางการค้า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ภาคธุรกิจไทยต้องพัฒนายุทธศาสตร์อาเซียน เพื่อสร้างขนาดการดำเนินงานและขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และป้องกันการทะลักเข้ามาอย่างรุนแรงของสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงศูนย์กลางการประกอบชิ้นส่วน (Assembly Line) ไปสู่การเป็นเจ้าของห่วงโซ่อุปทานขั้นลึก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยจำเป็นต้องเร่งลงทุนปรับปรุงโรงงานผ่านการนำระบบ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุน ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต และลดการใช้พลังงาน เพื่อสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันขั้นสูงสุด

นายอาลก กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสิทธิภาพต้นทุนต่ำ สู่การให้ความสำคัญสูงสุดกับความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการฟื้นตัว (Resilient Supply Chain) ภายใต้ปัญหาสงคราม กำแพงภาษี และการหยุดชะงักทางขนส่ง เช่น วิกฤตในทะเลแดง ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องกระจายสินทรัพย์หลักไปตั้งฐานการผลิตระดับภูมิภาค เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่โดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก
ประเทศไทยมีระบบนิเวศการค้าและการผลิตดั้งเดิมที่แข็งแกร่งและลอกเลียนแบบได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารที่เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร คลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ครบวงจรในพื้นที่มาบตาพุดที่มีการรวมตัวของธุรกิจระดับโลก ตลอดจนระบบการบริการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการดึงดูดผู้บริหารและบุคลากรผู้มีความสามารถระดับโลกเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในไทย
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีระบบธนาคารที่มั่นคงและตลาดทุนที่มีความลึกที่จะผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางตลาดทุนสำหรับกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสนับสนุนธุรกิจในกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน ซึ่งสามารถกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ได้
โมเดลเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถผลิตเพื่อป้อนตลาด CLMV ได้เช่นกัน เพราะห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคมีความยืดหยุ่นกว่าห่วงโซ่อุปทานโลกที่ยาวไกล และยังสามารถเข้าถึงกันได้ทางถนนในภูมิภาคนี้ด้วย
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) และการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างขั้วสหรัฐฯ และจีน ประเทศไทยซึ่งคงเสถียรภาพและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย ทั้งตะวันตก ตะวันออก อินเดีย และญี่ปุ่น สามารถวางตัวเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระบบนิเวศเทคโนโลยี ศูนย์ข้อมูลดิจิทัล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และใช้ระบบข้อมูลระดับโลกในการเป็นฐานบัญชาการด้านการจัดการและการตัดสินใจ (Command Center) สำหรับห่วงโซ่อุปทานและการผลิตข้ามชาติ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีประสิทธิภาพและมีราคาค่าบริการที่สมเหตุสมผล เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ ตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของประเทศ ไม่ได้ตัดสินที่การดึงดูดผู้ลงทุนรายใหม่เป็นสำคัญ หากวัดจากอัตราการลงทุนซ้ำของผู้ลงทุนกลุ่มเดิมที่มีอยู่ เนื่องจากเป็นการแสดงความไว้วางใจสูงสุดต่อระบบการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และบุคลากรของประเทศ

นางสาวปวีณา กล่าวว่า ท่าอากาศยานไทยมีความยืดหยุ่นสูงในการตอบสนองและแก้ไขวิกฤต เช่น ในช่วงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศจีนและญี่ปุ่นที่ส่งผลให้สายการบินปรับลดเที่ยวบินทั่วไป ไทยได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเจรจาขอดึงเที่ยวบินและปรับปรุงเส้นทางบินของสายการบินเหล่านั้นให้บินมายังประเทศไทยโดยตรง ส่งผลให้มีสัดส่วนผู้โดยสารจากสองประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 สะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวที่คล่องตัวสามารถแปรความผันผวนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้
ในระยะสั้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเชิงลบจากการยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดของสายการบินตะวันออกกลางในช่วง 10 วันแรก ทำให้ผู้โดยสารจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงที่มีราคาค่าโดยสารแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเที่ยวบินจากตะวันออกกลางทั้งหมดได้กลับมาเปิดให้บริการแบบเต็มร้อยละ 100 แล้ว โดยมียอดจำนวนผู้โดยสารจากตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 4 เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนของปีก่อนหน้า
โครงสร้างสัญชาติของผู้โดยสารเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการเดินทางจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาทดแทนมากขึ้น และกลุ่มผู้โดยสารจากตะวันออกกลางเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมจากการเดินทางระยะสั้นแบบไปกลับบ่อยครั้ง มาเป็นการพำนักและท่องเที่ยวในประเทศในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งแม้จะทำให้ยอดปริมาณเที่ยวบินรวมชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างลึกซึ้งและมีความคุ้มค่ามากกว่า
ท่าอากาศยานไทย ซึ่งครองส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้โดยสารทางอากาศในประเทศสูงถึงร้อยละ 95 กำลังยกระดับยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านการเจรจากับสายการบินในตะวันออกกลางเพื่อเปิดเที่ยวบินตรงเส้นทางใหม่เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือ

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า อาเซียนและประเทศไทยคือผู้ได้รับผลประโยชน์จากความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากนโยบายที่เป็นกลาง ทำให้ไทยกลายเป็นพื้นที่สำหรับการย้ายฐานการผลิต ส่งผลให้มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากต่างประเทศพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ไทยสามารถก้าวเป็นผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก พร้อมทั้งได้รับเม็ดเงินลงทุนย้ายฐานจากโรงงานผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การรวมกลุ่มทางซัพพลายเชนวัตถุดิบ การลงทุนจัดตั้ง Data Center ของผู้ให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าหลักของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของคู่แข่งรายใหญ่ เทคโนโลยีใหม่ และต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบของจีน กำลังกดดันให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ทั้งนี้ แนะนำให้ธุรกิจไทยเร่งลงทุนเปลี่ยนเทคโนโลยี และขยายสเกลเพื่อให้สามารถแข่งขันได้