4 เทคนิคการตั้งค่า ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android
เผย 4 เทคนิคการตั้งค่าบนสมาร์ทโฟนที่ช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นการรีเฟรชแอปเบื้องหลัง สิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง เทคนิคนี้ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android
นิตยสาร Fast Company เผยแพร่บทความแนะนำวิธีการตั้งค่าสมาร์ทโฟน 4 จุด เพื่อยืดเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้อยู่ได้ตลอดวันโดยไม่ต้องเปิดโหมดประหยัดพลังงาน โดยชี้ว่าสาเหตุที่แบตเตอรี่หมดเร็วในช่วงบ่ายมักไม่ได้มาจากแบตเตอรี่เสื่อม แต่มาจากบริการเบื้องหลังจำนวนมากที่ทำงานอยู่ตลอด ทั้งแอปที่เรียกใช้สัญญาณ GPS ดึงข้อมูลผ่านสัญญาณมือถือที่อ่อน และการแสดงผลหน้าจอความละเอียดสูงด้วยอัตรารีเฟรชสูง
เทคนิคแรกคือการจำกัดการรีเฟรชแอปเบื้องหลัง ซึ่ง Fast Company ระบุว่าแอปส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์นี้ โดยเฉพาะแอปโซเชียลมีเดีย แอปช้อปปิ้ง และเกมทั่วไป ที่ใช้สิทธิ์นี้ดาวน์โหลดโฆษณาและเนื้อหาเงียบๆ ขณะเครื่องวางอยู่เฉยๆ
- บน iOS ให้เข้าไปที่ Settings แล้วเลือก General ตามด้วย Background App Refresh จากนั้นเปลี่ยนจาก Wi-Fi และ Cellular เป็น Wi-Fi Only หรือปิดทั้งหมดยกเว้นแอปอีเมลและแอปแชตที่จำเป็น
- ส่วนบน Android ให้เข้า Settings เลือก Apps แล้วเลือกแอปที่ไม่จำเป็นทีละตัว กดเข้าไปที่ Battery และเปลี่ยนการใช้งานเบื้องหลังเป็น Restricted
เทคนิคที่สองคือการตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง เนื่องจาก GPS เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่กินพลังงานมากที่สุดในเครื่อง เมื่อแอปตรวจสอบตำแหน่งแบบละเอียดทุกไม่กี่นาทีในเบื้องหลัง ระบบจะเปิดใช้ฮาร์ดแวร์ระบุตำแหน่งและดึงพลังงานอย่างรวดเร็ว วิธีแก้คือเข้าไปที่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้านตำแหน่ง
- บน iPhone อยู่ที่ Privacy and Security ตามด้วย Location Services
- ส่วนบน Android อยู่ที่ Settings เลือก Location แล้วเข้า App permissions
จากนั้นเปลี่ยนแอปที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตำแหน่งเบื้องหลังจาก Always เป็น While Using the App หรือปิดไปเลย และปิด Precise Location สำหรับแอปประเภทพยากรณ์อากาศหรือข่าวที่ต้องการรู้เพียงว่าผู้ใช้อยู่จังหวัดใด
เทคนิคที่สามคือการลดภาระของหน้าจอ ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่กินพลังงานมากที่สุดในเครื่อง โดยมีสามวิธีย่อย
วิธีแรกคือเปิดโหมดมืด (Dark Mode) ซึ่งได้ผลกับหน้าจอ OLED เท่านั้น เพราะจอ OLED ให้แสงเป็นรายพิกเซล พิกเซลที่แสดงสีดำสนิทจึงแทบไม่ใช้พลังงาน
- บน iOS ตั้งค่าได้ที่ Settings เลือก Display and Brightness แล้วกด Dark
- บน Android อยู่ที่ Settings เลือก Display แล้วเปิด Dark theme หรือ Dark mode บนเครื่อง Samsung
วิธีที่สองคือปิด Always-on Display
- บน iOS อยู่ที่ Settings เลือก Display and Brightness ตามด้วย Always On Display
- บน Android อยู่ที่ Settings เลือก Display แล้วเข้า Lock screen
วิธีที่สามคือจำกัดอัตรารีเฟรชหน้าจอไว้ที่ 60Hz สำหรับเครื่องที่รองรับ 120Hz
- บน iOS อยู่ที่ Settings เลือก Accessibility ตามด้วย Motion แล้วเปิด Limit Frame Rate
- บน Android อยู่ที่ Settings เลือก Display แล้วเข้า Motion Smoothness หรือ Smooth Display จากนั้นเปลี่ยนจาก High หรือ Adaptive เป็น Standard
เทคนิคสุดท้ายคือการเลือกใช้เครือข่าย โดย Fast Company ระบุว่าโมเด็ม 5G ใช้พลังงานมากกว่าโมเด็ม 4G หรือ LTE อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณ 5G ไม่นิ่ง เช่น สนามบินหรือบนรถไฟ
- บน iPhone ตั้งค่าได้ที่ Settings เลือก Cellular ตามด้วย Cellular Data Options และ Voice and Data จากนั้นเลือก 5G Auto เพื่อให้ระบบสลับลง LTE เองเมื่อ 5G ไม่ได้ให้ความเร็วที่ดีกว่าอย่างชัดเจน หรือเลือก LTE ไปเลยหากอยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน
- บน Android อยู่ที่ Settings เลือก Network and internet หรือ Connections บนเครื่อง Samsung แล้วเข้า SIMs หรือ Mobile networks จากนั้นกด Preferred network type หรือ Network mode และเปลี่ยนเป็นโหมด LTE
นอกจากนี้ Fast Company ยังแนะนำว่าตัวการที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วที่สุดในวันเดินทางมักไม่ใช่แอปใดแอปหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณมือถือที่อ่อน เพราะเมื่อเครื่องเข้าสู่พื้นที่อับสัญญาณ หรือห้องประชุมที่มีโครงสร้างโลหะกั้น เครื่องจะเพิ่มกำลังส่งเพื่อพยายามติดต่อเสาสัญญาณ หากสังเกตว่าสัญญาณเหลือขีดเดียวขณะทำงานในพื้นที่สัญญาณอ่อน แนะนำให้เปิดโหมดเครื่องบินด้วยตัวเองแล้วเปิด Wi-Fi กลับมาใช้แทน วิธีนี้ช่วยหยุดการค้นหาสัญญาณมือถืออย่างต่อเนื่องและประหยัดพลังงานได้มาก แต่ผู้ใช้จะไม่สามารถรับสายและ SMS ได้ในระหว่างนั้น
ที่มา: FastCompany