Cover Image

เอกนิติชี้ไทยเป็น 'เรือเล็กเจอพายุ 4 ลูก' ได้เปรียบจากห่วงโซ่ AI แต่ต้องเพิ่มค้าขายอาเซียนรับแรงกระแทก

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง เทียบไทยเป็นเรือลำเล็กที่ต้องฝ่าพายุราคาพลังงาน การแยกขั้วภูมิเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้น และ AI ชี้วินัยการคลังช่วยให้ Bond Yield ไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่อาเซียนยังค้าขายกันเองเพียงราว 22% ยังเพิ่มได้อีกมาก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นเวทีเสวนา Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ร่วมกับ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF, Kyriakos Pierrakakis ประธาน Eurogroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกรีซ, Luis Caputo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา และ Olayemi Cardoso ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย

จากคำถามที่ว่าไทยในฐานะประเทศส่งออกรายใหญ่ที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก รักษาการเติบโตไว้อย่างไรท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ดร.เอกนิติเปรียบว่า “ประเทศไทยเหมือนเรือลำเล็กที่เผชิญพายุหลายลูก เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ” และแจกแจงพายุที่ไทยกำลังเผชิญออกเป็น 4 ลูก

ลูกแรกคือราคาพลังงานที่สูงขึ้น ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างมากทั้งจากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ลูกที่สองคือ Geo-economic Fragmentation หรือการแยกขั้วทางภูมิเศรษฐกิจ เมื่อบริษัทต่างๆ กระจายห่วงโซ่อุปทาน ไทยได้โอกาสจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็จะได้รับผลกระทบ

ลูกที่สามคืออัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่สูงขึ้นทั่วโลก ส่วนลูกสุดท้ายคือการผงาดขึ้นของ AI ซึ่งจะแบ่งผู้ชนะกับผู้แพ้ชัดเจน “ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของ AI จะดีขึ้น แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานจะแย่ลง”

วินัยการคลังทำให้ Bond Yield ไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ-ยุโรป

ดร.เอกนิติระบุว่า ไทยรับมือพายุลูกที่สามได้ค่อนข้างดี เพราะยึดวินัยการคลังมาโดยตลอด ทำให้ Bond Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 2.3% ต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปมาก บนเวทีเดียวกัน Pierrakakis ระบุว่า Yield พันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.2% ฝรั่งเศส 4.9% และสหราชอาณาจักร 5.4%

“ในฐานะเรือลำเล็ก สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้เรือของเราแข็งแรงพอที่จะต้านลมได้” ดร.เอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ของไทยไม่ได้ปรับขึ้นเหมือนประเทศอื่น

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ไทยยังต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาส ด้วยการช่วยให้ประชาชน SMEs และภาคธุรกิจปรับตัวได้เร็ว เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs

“การสร้างความยืดหยุ่น คือการสนับสนุนให้พวกเขาดูดซับแรงกระแทก และเร่งการเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยให้พวกเขารับมือกับพายุที่ใหญ่กว่าที่กำลังจะมา”

IMF ชี้ไทยอยู่ฝั่งผู้ได้ประโยชน์จาก AI

สำหรับพายุลูกที่สี่ ดร.เอกนิติมองว่าไทยอยู่ในฝั่งที่ได้เปรียบ เพราะ “ไทยโชคดีที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI นั่นคือเหตุผลที่เราได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก”

มุมมองนี้สอดคล้องกับ Kristalina Georgieva ที่ขึ้นพูดก่อนหน้า เธอระบุว่า IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เติบโต 3.1% ตัวเลขนี้เท่ากับที่คาดไว้ทั้งในเดือนตุลาคม 2025 และเมษายน 2026 แต่องค์ประกอบภายในเปลี่ยนไปมาก

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ให้กลุ่มเล็กๆ ที่ได้แรงหนุนจาก AI ได้แก่ผู้ผลิต AI อย่างจีน สหรัฐฯ และอินเดีย รวมถึงกลุ่ม AI Supplier ที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่ง Georgieva ยกชื่อไทยและเกาหลีใต้ โดยรวมแล้วมี 7 ประเทศ ขณะที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และประเทศผู้นำเข้าเชื้อเพลิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ถูกปรับลดคาดการณ์

Georgieva เตือนว่า ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบาง เพราะเศรษฐกิจโลกเหมือนยืนอยู่บนขาข้างเดียวที่พึ่ง AI เป็นหลัก หากความคาดหวังต่อ AI สูงเกินจริงจนนักลงทุนผิดหวังและถอนตัว หรือ AI หลุดจากการควบคุมจนกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ขาข้างนี้อาจโอนเอนได้

อาเซียนค้าขายกันเองแค่ 22% ยังเพิ่มได้อีกมาก

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงจะรับมือกับคู่ค้าและระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างไร ดร.เอกนิติตอบว่าไทยต้องเปิดกว้างและทำงานร่วมกับพันธมิตร โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งบูรณาการกันด้านการค้าและการลงทุนแล้ว แต่ยังทำได้มากกว่านี้

เขาระบุว่าการค้าระหว่างกันในอาเซียนอยู่ที่ราว 22% เทียบกับ EU ที่ราว 60% อาเซียนจึงยังค้าขายกันเองได้อีกมาก เพื่อลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากนอกภูมิภาค อีกทั้งอาเซียนเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต มีประชากรราว 700 ล้านคน และสามารถใช้ความหลากหลายภายในภูมิภาคช่วยกันดูดซับแรงกระแทก

ดร.เอกนิติยกตัวอย่างกลไกที่อาเซียนทำร่วมกันแล้ว 3 ด้าน

ด้านแรกคือพลังงาน ทุกประเทศในอาเซียนเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงเกิด ASEAN Power Grid ที่เชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งเป็นพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว ผ่านไทย มาเลเซีย ไปถึงสิงคโปร์ ช่วยให้ภูมิภาคดูดซับแรงกระแทกด้านพลังงานร่วมกัน

ด้านที่สองคือเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อาเซียนมีความต้องการใช้ AI สูง แต่ยังนำเข้า AI จากนอกภูมิภาคจำนวนมาก จึงจัดทำ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) และเชื่อมระบบ National Digital ID ของไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อใช้ฐานลูกค้าของภูมิภาคพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ AI ไปด้วยกัน

ด้านที่สามคือการชำระเงิน ไทยเชื่อม QR Payment กับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์จับจ่ายในไทยได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าไทยจะไม่โฟกัสแค่อาเซียน ไทยต้องการเปิดตลาดให้ประเทศอื่นด้วย และขณะนี้กำลังเจรจากับ EU เพราะไทยเชื่อในกฎและระเบียบระหว่างประเทศ

คำขอ FDI โต 47% และ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ที่กำลังมาถึงไทย

ในช่วงท้ายของเวที ดร.เอกนิติกล่าวว่า ไทยโชคดีที่ดึงดูด FDI ได้มากในช่วงที่บริษัทต่างๆ กระจายห่วงโซ่อุปทาน ช่วงครึ่งแรกของปีมีคำขอ FDI เข้ามาเติบโต 47% คิดเป็นราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ เช่น AI, Smart Electronics และ Future Mobility อย่าง EV

รัฐบาลจึงพยายามเปลี่ยน FDI ให้เป็นการยกระดับขีดความสามารถของคนไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge ที่เชื่อม FDI กับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่แรงงาน และดึง SMEs ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ

ควบคู่กันไป รัฐบาลได้ปฏิรูปให้การอนุมัติใบอนุญาตลงทุนง่ายขึ้น และขจัดอุปสรรคที่เป็น Red Tape ดร.เอกนิติระบุว่า ผลคือการลงทุนภาคเอกชนเติบโตกว่า 10% สองไตรมาสติดต่อกัน และเรียกแนวทางนี้ว่า Investment-led Policies ที่ใช้นำไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโต พร้อมกับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปในตัว

เขาเปรียบสถานการณ์นี้ว่า “ตอนนี้มันเหมือนรถไฟความเร็วสูงกำลังมาถึงไทย และเรามีผู้คนมากมายอยู่บนชานชาลา เรากำลังพยายามเปิดประตูให้มากขึ้นสำหรับคนไทย ธุรกิจไทย ให้ขึ้นรถไฟความเร็วสูง แล้วใช้โอกาสนั้นยกระดับผลิตภาพของไทย”

ก่อนปิดเวที ดร.เอกนิติสรุปว่า โลกกำลังเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ ทั้งราคาพลังงาน อัตราดอกเบี้ย AI และการแยกขั้วที่เพิ่มขึ้น การสร้างความยืดหยุ่นจึงต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่ดีและเสถียรภาพเพื่อต้านแรงกระแทก ช่วยกลุ่มเปราะบางที่สุดให้รับมือได้ และช่วยให้ทุกคนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง “ด้วยการพัฒนาคน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ภาพ: REUTERS/Athit Perawongmetha

Back To Top