ชัชชาติ สปีช ‘วันโรคสมาธิสั้นไทย’ ใช้ 4 เกลียวเชือก ดึงศักยภาพเด็ก
ชัชชาติ เน้นย้ำการผนึกกำลังแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ครู และผู้ปกครอง ร่วมดูแลเด็กสมาธิสั้นอย่างเหมาะสม สร้างความเข้าใจในความแตกต่าง
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ ลาน Semi Outdoor ชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในงาน ‘วันโรคสมาธิสั้นไทย (Thailand ADHD Awareness Day) ครั้งที่ 2’ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด ‘Into the ADHD’s World’ หรือ ‘เปิดหัวใจ เข้าใจสมาธิสั้น ปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง’ พร้อมมอบโล่ให้กับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เป็นโรงเรียนต้นแบบ 5 แห่ง และมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่โรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ส่งเสริมการจัดการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กสมาธิสั้นอีก 17 แห่ง
โดยโรคสมาธิสั้นเป็นความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาทที่อาจส่งผลต่อสมาธิ การควบคุมพฤติกรรม การเรียนรู้ และการเข้าสังคม การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมจึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยภายในงานมีกิจกรรมให้ความรู้ เวิร์กช็อป และเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น ครอบครัว และสถานศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดูแลและส่งเสริมศักยภาพของเด็ก
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของเครือข่าย Thai Mental Health Alliance: Transforming Neurodiversity (ADHD MOU) จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ แพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, กรุงเทพมหานคร, สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย, ชมรมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแห่งประเทศไทย, สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ยูนิชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท การ์ตูน คลับ มีเดีย จำกัด และบริษัท ทาเคดา ประเทศไทย จำกัด

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองแห่งโอกาสและความหวังสำหรับทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งรวมถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ควรได้รับความเข้าใจ การยอมรับ และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงความต้องการและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล
นายชัชชาติ เน้นย้ำแนวคิด ‘4 เกลียวเชือก’ ซึ่งสะท้อนว่าการดูแลเด็กสมาธิสั้นให้เกิดผลอย่างแท้จริงต้องอาศัยพลังจากทุกฝ่าย ทั้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความรู้และคำแนะนำ ผู้ปกครองที่เข้าใจและดูแลเด็กอย่างเหมาะสม ครูและโรงเรียนที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การดูแลเด็กเป็นไปในทิศทางเดียวกันและต่อเนื่อง
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การทำความเข้าใจเด็กสมาธิสั้นเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะดังกล่าวและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ครูต้องเข้าใจความแตกต่างของเด็กและปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสม เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน เด็กจะได้รับการสนับสนุนที่ตรงกับความต้องการ และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

“กรุงเทพมหานครมีนโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มุ่งขยายโอกาสและพัฒนารูปแบบการดูแลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการสนับสนุนตามศักยภาพและความจำเป็นของแต่ละคน” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างความเข้าใจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยโรงเรียนต้นแบบที่มีแนวทางการดำเนินงานที่ดีจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้โรงเรียนอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้
“เด็กเหล่านี้ถ้าเราดูแลเขาได้ถูกต้อง สามารถดึงศักยภาพเขาออกมาให้เป็นคนปกติได้ สามารถมีอาชีพ ความรู้ต่างๆได้ เป็นหน้าที่ของ กทม.ที่เข้ามาช่วยเป็นหลัก ร่วมกับทางแพทย์ที่มีความรู้ เอกชนมีทรัพยากรต่างๆมาช่วยกัน พ่อ แม่ และครูช่วยกันสนับสนุน ทั้ง 4 เกลียวนี้ต้องไขว้กันเหมือนเชือกที่ช่วยดึงเด็กให้มีศักยภาพได้เต็มที่ กทม.พร้อมที่จะพัฒนาครู และศูนย์เด็กพิเศษต่างๆ ร่วมพูดคุยกับผู้ปกครองให้ความรู้ สามารถพาเด็กให้มีศักยภาพให้เต็มที่ได้” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่ได้รับรางวัลโรงเรียนต้นแบบ 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร์ สำนักงานเขตบางบอน, โรงเรียนมีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรี, โรงเรียนประชาภิบาล สำนักงานเขตบางเขน, โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา สำนักงานเขตบางขุนเทียน และโรงเรียนวัดมุตยาราม สำนักงานเขตบางซื่อ
นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 17 โรงเรียน ที่ผ่านเกณฑ์การส่งเสริมการจัดการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กสมาธิสั้น ได้แก่ โรงเรียนพหลโยธิน (พ่วงเจริญอุปถัมภ์) เขตจตุจักร, โรงเรียนประชาอุทิศ (จันทาบอนุสรณ์) เขตดอนเมือง, โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) เขตดินแดง, โรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน และโรงเรียนฉิมพลี เขตตลิ่งชัน, โรงเรียนปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา, โรงเรียนวัดคฤหบดี (จันทรสถิตย์) เขตบางพลัด, โรงเรียนวัดสิตาราม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, โรงเรียนสุเหร่าจระเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์) เขตประเวศ, โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) เขตภาษีเจริญ, โรงเรียนวัดช่องนนทรี เขตยานนาวา, โรงเรียนราชโกษา และโรงเรียนแสงหิรัญวิทยา เขตลาดกระบัง, โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง, โรงเรียนสุเหร่าทับช้างคลองบน และโรงเรียนสุเหร่าซีรอ (ราษฎร์สามัคคี) เขตสะพานสูง และโรงเรียนเคหะท่าทราย เขตหลักสี่
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครส่งเสริมให้โรงเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น พร้อมจัดสภาพแวดล้อมและรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความแตกต่างของนักเรียน เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดอคติ และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ สอดคล้องกับแนวทางการสร้างเมืองที่เปิดรับความแตกต่างและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



