ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ 4 วันติด หวั่นความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านกดดันตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันในวันจันทร์ (17 ส.ค.) เนื่องจากแรงหนุนจากการรายงานผลประกอบการที่เคยช่วยผลักดันตลาดเริ่มแผ่วลง ขณะที่ความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านกดดันความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

หลังฤดูประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยุโรปที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ผ่านพ้นไป และคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนจึงหันกลับมาให้ความสนใจกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อมองหาปัจจัยใหม่ที่จะขับเคลื่อนตลาดในระยะต่อไป

ข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐที่อ่อนแอในวันศุกร์ยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า ขณะที่ตลาดเงินคาดการณ์ว่ามีโอกาสราว 84% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. ตามข้อมูลของ LSEG

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มอ่อนแอลง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้ความสนใจของตลาดกำลังเปลี่ยนไปสู่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ในเดือนก.ย.มากขึ้น

สำหรับแนวโน้มระยะยาว Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี STOXX 600 ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าสู่ระดับ 695 จุด จากเดิมที่ 660 จุด ซึ่งสะท้อนโอกาสปรับขึ้นราว 5.5% จากระดับปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างยืดหยุ่นและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านเปิดเผยว่า เตหะรานตัดสินใจเดินหน้าเชิงรุก หลังความพยายามยุติสงครามประสบภาวะชะงักงัน

หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ส่วนบุคคลร่วงลง 2.3% ขณะที่หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มลดลง 2.3% เช่นกัน โดยหุ้น Diageo ร่วง 3.4% หลังแหล่งข่าวในรัฐบาล 2 รายเปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งนี้ตกลงปรับสูตรเครื่องดื่มบางรายการในอินเดีย

หุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราร่วงลง 2% โดยหุ้น Kering ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Gucci และหุ้น LVMH ร่วงลง 4.3% และ 2.7% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของตลาดถูกจำกัดด้วยหุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.7% ตามราคาสินค้าโลหะมีค่า และหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ที่ปรับตัวขึ้น 0.8% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรับตัวดีที่สุด

ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น argenx ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาร่วมทุนเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ พุ่งขึ้น 17% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวดีที่สุดในดัชนี หลังยาของบริษัทบรรลุเป้าหมายในการศึกษาวิจัยโรคกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

หุ้น Accelleron พุ่งขึ้น 6% หลัง Berenberg ปรับคำแนะนำหุ้นผู้ผลิตเทอร์โบชาร์จเจอร์ของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นเป็น ซื้อ จาก ถือ โดยระบุถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะกลางที่แข็งแกร่งขึ้น

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช


Back To Top