Cover Image

ผู้หญิงอายุ 35 แล้วยังไง? เมื่อ ‘Middle Ageism’ กลายเป็นเหตุผลให้ผู้หญิงถูกตัดสิน

“ผู้หญิงอายุ 35 แก่แล้ว ไม่สวยหรอก ไม่มีใครเอา”

เสียงค่อนขอดจากใครบางคนลอยเข้ามา ราวกับจะบอกว่าอายุไขของผู้หญิงสั้นกว่าคนทั่วไป ทั้งที่จริงมีสถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าผู้หญิงมีอายุไขเฉลี่ยไม่ต่างจากผู้ชาย หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเพศหญิงอยู่ที่ประมาณ 73-74 ปีขึ้นไป ขณะที่เพศชายอยู่ที่ประมาณ 69-71 ปี แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนในสังคมก็ยังเพ่งเล็งไปที่อายุผู้หญิงมากกว่าปกติ จนถึงขั้นแสดงความกังวลว่าพวกเธอคงไม่สามารถพบความสุขได้อีกแล้วเมื่อถึงวัย 35

มุมมองเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนประสบการณ์ส่วนตัว แต่ยังสะท้อนอคติต่อเพศหญิง ขณะเดียวกันก็ยังแฝงไปด้วยมุมมองว่าผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ ชีวิตของพวกเธอคงหมดความหมายเมื่อพ้นวัยสาว โดยอาจหลงลืมไปว่ามนุษย์คนหนึ่งยังมีด้านอื่นๆ ที่สามารถสร้างคุณค่าและความหมายให้กับตัวเองไปตามช่วงวัย และไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับเรื่องเพศแต่อย่างใด

เมื่อ ‘Middle Ageism’ หรืออคติคนวัยกลางคน โดยเฉพาะเพศหญิงยังคงวนเวียนในสังคม และมีแนวโน้มจะอายุน้อยลงเรื่อยๆ เราเลยอยากชวนไปดูว่าอคตินี้เกิดจากอะไร แล้วสังคมแบบไหนที่หล่อหลอมให้อคตินี้มุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงกัน

อคติต่อเพศหญิงจากช่วงอายุ

การเลือกที่รักมักที่ชังของมนุษย์มักนำไปสู่อคติต่อใครบางคนในสังคม ปกติแล้วอคติมักเกิดได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ชนชั้น ไปจนถึงเรื่องธรรมดาสามัญที่ของมนุษย์ อย่าง อายุ โดยเฉพาะช่วงวัยกลางคนขึ้นไป

หนึ่งในอคติจากอายุ คืออคติต่อคนวัยกลางคน หรือ Middle Ageism ที่มุ่งเป้าเหมารวม อคติ และเลือกปฏิบัติ ต่อผู้อื่นเมื่อพ้นวัยหนุ่มสาว จนนำไปสู่การกีดกันออกจากกลุ่มหรือสังคม โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ต้องเจอกับความท้าทายในชีวิต ทั้งด้านสังคมและการทำงานในวันที่อายุมากขึ้น 

อคติส่วนใหญ่ที่มีต่อผู้หญิงวัยกลางคนมักเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยที่เหมาะสมกับการมีลูก หรือการลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว ผู้หญิงหลายคนมักต้องเจอกับสารพัดการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะผ่านวันเกิดมามากกว่าเด็กสาว เช่น คำพูดเหมารวมว่าผู้หญิงอายุมากแล้วยังไม่แต่งงานคงเพราะไม่มีใครเอา เจ้าอารมณ์ ปรับตัวตามโลกไม่ทัน ฯลฯ 

ไม่เพียงแต่ด้านชีวิตส่วนตัว แต่รวมไปถึงหน้าที่การงาน อย่าง มาดอนน่า ราชินีเพลงป็อปในตำนาน ที่ยังเคยกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันขณะรับรางวัลสตรีแห่งปีในงาน Billboard Women in Music เมื่อปี 2016 ด้วยประโยคทรงพลังว่า ‘การแก่ตัวเป็นบาป’ เพื่อสื่อถึงการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนหลายคนที่พบว่าเส้นทางของพวกเธอมักหยุดนิ่งหรือถดถอยลง

แล้วเมื่อไหร่คือวัยกลางคน?

ใช่ว่าอคติวัยกลางคนจะเป็นเรื่องของคนอายุราว 40-60 ปี เท่านั้นนะ ทุกวันนี้อคติต่ออายุผู้หญิงเริ่มรุนแรง และมีแนวโน้มอายุน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อช่วงวัยกลางคนของหลายคนเริ่มพร่าเลือนลงไป ทำให้อคตินี้เริ่มส่งผลกับคนที่อายุเพิ่งพ้นวัย 30 ปีมาไม่นานเท่านั้นเอง 

จากบทความของ The Atlantic สื่อจากอเมริกา ได้ตั้งคำถามถึงช่วงอายุวัยกลางคนว่าจริงๆ แล้วคือช่วงอายุเท่าไหร่กันแน่ ปรากฏว่าก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัด โดยชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วแต่ละคนต่างก็มีมุมมองต่อช่วงวัยกลางคนแตกต่างกัน ผลสำรวจบางแห่งชี้ว่าวัยกลางคนอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 40-60 ปี ขณะที่อีกการสำรวจบอกว่าวัยกลางคน เริ่มต้นที่ 35 – 58 ปี นอกจากนี้จากการสำรวจความเห็น ยังพบว่าคนอายุ 65 ส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าตัวเองยังอยู่ในวัยกลางคน หรือแม้กระทั่งคนอายุ 25-34 อีกไม่น้อยที่มองว่าตัวเองอยู่ช่วงวัยกลางคนเช่นกัน

คนนู้นก็เป็น คนนี้ก็เป็น ไม่ต้องตกใจที่เห็นว่าใครๆ ก็อยากเป็นวัยกลางคน เพราะบางทีเรื่องของช่วงวัยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดได้อย่างแน่ชัด แต่มาจากการตัดสินจากประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของแต่ละคนเอง

มาร์กี้ ลัคแมน (Margie Lachman) นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องวัยกลางคนจากมหาวิทยาลัยแบรนเดียส และผู้เขียนหนังสือ Primetime: A New Vision for Midlife อธิบายว่า เรื่องการกำหนดวัยกลางคนก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน แม้แต่ในหมู่นักวิชาการเอง โดยเธอให้นิยามอย่างเป็นทางการในหนังสือและงานวิจัยว่าเป็นช่วง 40-60 ปี ซึ่งสามารถบวกหรือลบไปได้อีก 10 ปี

มาร์กี้ชี้ว่าเหตุผลที่เรามองไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับอายุของเราในปัจจุบัน ยิ่งอายุมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดว่าวัยกลางคนเริ่มต้นช้าลงเท่านั้น ในทางตรงข้ามยิ่งอายุน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งมีแนวโน้มมองว่าวัยกลางคนอายุน้อยลงตามไปด้วย ตัวอย่างจากข้อมูลจากงานวิจัยที่มาร์กี้เคยทำงาน พบว่า คนอายุ 20 ปี มักนิยามวัยกลางคนว่าเริ่มต้นประมาณ 39-40 ปี และสิ้นสุดราว 53-55 ปี ในขณะที่คนวัย 70 ปี บอกว่าวัยกลางคนเริ่มต้นประมาณ 48-49 ปี และสิ้นสุดตั้งแต่ 62-65 ปี 

เรียกได้ว่าอคติต่อวัยกลางคนอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องประสิทธิภาพของร่างกายเสมอไป แต่ยังอาจมาจากภาพจำของคนบางกลุ่มที่มองว่าอายุวัยกลางคนเริ่มต้นขึ้นเร็วกว่าปกติ รวมถึงความกดดันจากสังคม จนทำให้ผู้หญิงอายุกลาง 30 ต่างก็เจออคติด้านอายุอย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอายุไม่เป็นที่ปรารถนา

ทั้งที่อายุก็เป็นเพียงตัวเลขบ่งบอกขวบปีที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกเท่านั้น แต่ทำไมหลายคนจึงมองว่าคนอายุมากไม่เป็นที่ปรารถนากันนะ?

นอกจากความคิดและความเชื่อที่ต่างกันระหว่างวัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดอคติต่อวัยกลางคน ยังมาจากสภาพสังคมที่ให้คุณค่าเรื่องความอ่อนเยาว์ ซูซาน ดักลาส (Susan Douglas) อาจารย์ด้านการสื่อสารและสื่อมวลชนแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน และผู้เขียนหนังสือ ‘In Our Prime: How Older Women are Reinventing the Road Ahead’ ชี้ว่าที่ผ่านมาสังคมมักสร้างภาพจำไม่ดีให้กับความสูงวัยมาตลอด

ตัวอย่างเช่นในช่วงทศวรรษ 1960 เคยสร้างแนวคิดแบบแบ่งขั้ว ระหว่าง ‘คนรุ่นเก่า’ ที่ถูกแทนโดยผู้หญิงสูงวัย และ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มักแทนด้วยหญิงสาววัยสะพรั่ง ซึ่งแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยปลูกฝังข้อความเชิงลบต่อคนรุ่นเก่าลงในวัฒนธรรม ผ่านทางโทรทัศน์และสื่อสาธารณะอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การที่สตูดิโอดิสนีย์มักวาดภาพตัวละครหญิงสูงอายุในลักษณะของยายแก่บ้าคลั่ง แม่มดน่าเกลียด หรือแม่ที่ใจร้าย โดยมีขั้วตรงข้ามอย่างตัวละครหญิงสาว ซึ่งเป็นตัวแทนของความงาม ความเมตตา ความสุข และความน่าปรารถนา

การแบ่งขั้วความดีและไม่ดีอย่างชัดเจน ผ่านความแก่และความอ่อนเยาว์ถูกฝังรากลึกในสังคม เพื่อเป้าหมายทางการตลาด ทำให้ทุกคนกลัวความแก่ชรา และพยายามทำให้ตัวเองหนุ่มสาวให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง หรือคลินิกเสริมความงามมากมายคอยเชื้อเชิญให้เรากำจัดริ้วรอย ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกอายุเราให้หมดไป

เมื่อสังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้องดูอ่อนเยาว์ แม้ในวันที่อายุมากขึ้น จึงไม่แปลกที่หลายคนเริ่มมีภาพจำของคนวัยกลางคนผิดเพี้ยนไป ทั้งที่ริ้วรอยก็เป็นธรรมชาติของร่างกาย และอายุก็เป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น 

ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันก็มีส่วนไม่น้อย ที่ผลักให้หลายคนเข้าสู่วัยกลางคนได้เร็วกว่าปกติ จากเดิมที่วิกฤติวัยกลางคนมักเริ่มต้นราว 45-50 ปี แต่รายงานจาก The Thriving Center of Psychology ชี้ว่า 70% ของคนอายุ 30-40 ปี ยังมีข้อจำกัดด้านการเงิน จึงทำให้กลายคนไม่ได้มีชีวิตอย่างที่คาดหวัง อย่างการมีบ้าน มีรถ หรือสร้างครอบครัวได้บรรทัดฐานของสังคม จนทำให้เข้าสู่วิกฤติวัยกลางคนเร็วกว่ายุคที่ผ่านมา 

วิกฤติวัยกลางคนกระทบต่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ถูกจับจ้องจากผู้คนบางกลุ่มว่าชีวิตของพวกเธอจะเพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อแต่งงานและมีลูกภายในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และอาจต้องเจอบทลงโทษด้วยคำตัดสินจากคนมากมาย หากเลือกเส้นทางที่พ้นไปจากกรอบที่สังคมต้องการ อย่างการอยู่เป็นโสด หรือเลือกความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาเป็นอันดับหนึ่ง

แต่ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนไป อคติต่อผู้หญิงวัยกลางคนจากบางคนจึงอาจไม่ได้มีความหมายสลักสำคัญอะไร มากไปกว่าการสะท้อนความเชื่อจากกรอบความคิดที่กำลังล้าหลังเท่านั้นเอง

อ้างอิงจาก

ferticeutics.com 

theatlantic.com

fulfilledatworkacademy.com

michigandaily.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam (IG: get.mars) Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

You might also like



Back To Top