เปิดข้อมูลรัฐแล้วกว่า 33,000 ชุด แต่หนทางยังอีกยาวไกล: คุยกับ สุพจน์ เธียรวุฒิ อดีต ผอ. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
ประเทศไทยเริ่มมีนโยบายการผลักดันการเปิดข้อมูลภาครัฐมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่มี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ตามด้วยการเริ่มก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแลในเรื่องนี้ โดยล่าสุดนั้นคือการตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ Digital Government Development Agency (DGA) ในปี 2561 โดยมีหน้าที่ในการให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งรวมถึงเรื่องการพัฒนาการเปิดข้อมูลของภาครัฐด้วย
การเปิดข้อมูลภาครัฐให้เป็นที่เข้าถึงได้ง่ายนั้นนับว่ามีความสำคัญในหลายแง่มุม โดยแง่มุมหนึ่งที่อาจเป็นที่เข้าใจของคนจำนวนมาก คือการช่วยสร้างความโปร่งใส เพิ่มอำนาจในการตรวจสอบภาครัฐ ซึ่งนำไปสู่การลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ แต่ในความเป็นจริงการเปิดข้อมูลภาครัฐยังมีประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่านั้น ทั้งการช่วยในการวางแผนกำหนดนโยบาย การอำนวยความสะดวกในการบริการประชาชน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง
ในปัจจุบัน การเปิดข้อมูลภาครัฐนับว่าเห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในแง่จำนวนข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผย โดยมีข้อมูลว่าในปัจจุบันสามารถเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้แล้วทั้งสิ้น 33,552 ชุด จากที่ในช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้ง DGA ประมาณห้าปีที่แล้ว มีการเปิดข้อมูลเพียงราวๆ หลักพันถึงหมื่นต้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ดี เส้นทางของการผลักดันการเปิดข้อมูลภาครัฐนี้ก็ยังคงอีกยาวไกล เพราะข้อติดขัดก็ยังคงมีอยู่ในหลายประเด็นจนทำให้การนำข้อมูลเปิดของรัฐไปใช้ประโยชน์นั้นยังเกิดขึ้นได้จริงไม่เต็มที่นัก และขณะเดียวกันการที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571 ก็ยิ่งทำให้การเปิดข้อมูลภาครัฐของไทยจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลในหลายด้าน
ความคืบหน้าของการส่งเสริมการเปิดข้อมูลภาครัฐของไทยไปถึงไหน อะไรคือความก้าวหน้า อะไรคืออุปสรรค และมีอะไรที่เราต้องพัฒนาบ้าง? วันโอวัน ชวนสนทนากับ ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และอดีตผู้อำนวยการ DGA ในเรื่องนี้

อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์กับวันโอวันเมื่อประมาณห้าปีแล้ว ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าการที่เราจะไปสู่ Smart Government มีขั้นตอนก่อนหน้าอยู่สามขั้นตอน คือ Electronic Government, Open Government และ Data-driven Government แล้ว ณ ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าเรายังอยู่ในขั้นที่สองหรือ Open Government แล้วในปัจจุบัน เรายังอยู่ในขั้นนั้นอยู่ไหม หรือเราข้ามไปสู่ Data-driven Government ได้แล้ว
ผมคิดว่ามันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้เราก็ยังอยู่ในขั้นที่เรียกว่าเริ่มทำให้เกิด Open Government มากขึ้น ซึ่งก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบ โดยก่อนหน้านี้เราพูดถึงแค่ Electronic Government คือให้บริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ก็พอ แต่ตอนนั้นที่ผมเข้ามาทำ[ตำแหน่งผู้อำนวยการ DGA] ก็มีแนวคิดว่าต้องยกระดับเอาข้อมูลมาเป็นตัวขับเคลื่อนได้ แต่เราก็พบปัญหาว่าส่วนใหญ่แล้วหน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยมีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ตอนนั้นเราเลยเน้นเรื่องการทำ Data Governance (ธรรมาภิบาลข้อมูล) ให้หน่วยงานรัฐต่างๆ มีความตื่นตัวในเรื่องนี้ก่อน ซึ่งตอนนี้หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ก็มีการทำข้อมูลเป็นดิจิทัล มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเห็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลไม่มากนัก เพราะฉะนั้นในมุมมองส่วนตัวผมเลยคิดว่า เรายังไม่ไปถึงขั้น Data-driven อย่างแท้จริง เราถึงแค่จุดที่เรียกว่าเริ่มมีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นมากกว่า
จุดตัดที่จะทำให้เราบอกได้ว่าเราเข้าสู่ Data-driven Government ได้จริงๆ แล้วคืออะไร
มันเป็นเรื่องของการเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ในการคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือในการให้บริการประชาชน ในตอนที่ผมมารับผิดชอบตรงนี้ เรายังพยายามเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐด้วย เพื่อจะได้นำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และทำให้ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำๆ หรือเกิดบริการที่เรียกว่า Seamless (ไร้รอยต่อ) สำหรับประชาชนได้ และนอกจากนี้เรายังพยายามให้สามารถนำเอา Open Data ออกมา เพื่อให้ประชาชนเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์และต่อยอดได้
ในตอนนั้นเป้าหมายของเราในการทำ Data Governance และการนำข้อมูลเปิดเผย ก็เพื่อจะมุ่งไปสู่สิ่งที่กล่าวมานี้ ถ้าจะวัดความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็ต้องวัดว่ามันมีบริการอะไรใหม่บ้างที่มันเกิดขึ้นข้ามไซโลหรือเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงข้อมูลกัน[ของหน่วยงานรัฐ] เช่น มีการเอาข้อมูลไปตัดสินใจเชิงนโยบายอะไรบ้าง และอีกส่วนหนึ่งก็คือมีเอกชนและประชาชนเอาไปต่อยอดแล้วเกิดผลอะไรตามมา ถ้าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นชัดเจน เราถึงพอจะพูดได้เต็มปากว่าเราเป็น Data-driven Government แล้ว
ในการเปิดข้อมูล ที่ว่าเปิดเยอะขึ้นแล้ว คือเยอะขึ้นขนาดไหน
ตอนผมทำงานอยู่ DGA นั้นยังเปิดข้อมูลในช่วงประมาณหลักพันชุด หรือหมื่นต้นๆ แต่ในปีล่าสุดนี้ มีการเปิดข้อมูลมาแล้วทั้งหมด 33,552 ชุด และตัวคุณภาพข้อมูลก็ดีขึ้นด้วย จากสมัยก่อนมันไม่เป็น Machine Readable คือมันมักอยู่ในไฟล์ PDF และเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ต่อมาเราก็มีการทำวิดีโอและมีการจัดอบรมเพื่อจะแนะนำหน่วยงานว่า การทำเอกสารที่เป็น Machine Readable ทำไม่ยาก และต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ก็มีข้อมูลถึงร้อยละ 78 แล้วที่เป็น Machine Readable และมันก็ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายแล้วในแง่ที่ว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ตื่นตัวต่อเรื่องนี้
แต่ว่าในเชิงคุณภาพของข้อมูลถือว่ายังไม่ได้เป็นตามเป้าหมาย เพราะว่าข้อมูลที่เปิดมาบางอย่างก็เป็นข้อมูลที่อาจยังไม่ได้มีคุณค่ามาเท่าไหร่ มันยังมีข้อมูลที่มีคุณค่า (High-value Data) มากกว่านี้อีกที่แต่ละหน่วยงานควรจะเปิดได้ เพราะฉะนั้นช่วงหลังเราก็เลยทำงานร่วมกับ กพร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) และปรับเปลี่ยนตัวเป้าหมาย คือไม่เน้นที่ปริมาณ แต่ให้เน้นว่าคุณภาพข้อมูลต้องดีด้วย และก่อนที่ผมจะออกมา ตอนนั้นก็เริ่มมีการทำลิสต์รายชื่อชุดข้อมูลที่เป็นข้อมูลสำคัญที่แต่ละหน่วยงานควรจะเปิดด้วย เช่น ข้อมูลใบอนุญาตต่างๆ ข้อมูลที่ดิน ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และข้อมูลจำนวนธุรกิจที่มีการจดทะเบียนหรือมีการยกเลิก เป็นต้น แล้วเราก็จะขอให้หน่วยงานต้องเปิดชุดข้อมูลเหล่านั้น แทนที่จะให้หน่วยงานเสนอเอง หรือเรียกว่าเป็นการให้เปิดตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลที่ถูกเปิดมานี้ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์เป็นรูปธรรมแล้วอย่างไรบ้าง
เรามีการจัดงาน Hackathon (การแข่งขันในการระดมสมองสร้างนวัตกรรมเป็นทีม) ทุกปี เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงขึ้นมา ตัวอย่างหนึ่งก็เช่นระบบภาษีไปไหน ซึ่งเป็นข้อมูลเรื่องการจัดเก็บรายได้จากภาษี และข้อมูลค่าใช้จ่ายตามระบบ e-GP (Electronic Government Procurement หรือระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) ก็ปรากฏว่ามีหน่วยงานอื่นๆ ดาวน์โหลดข้อมูลตรงนี้ หรือเชื่อมต่อ API (Application Programming Interface หรือกลไกเชื่อมและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรม) แล้วเอาข้อมูลไปทำเว็บไซต์ต่อ เช่น เว็บไซต์ ACT Ai ซึ่งดึงข้อมูลตรงนี้ไปวิเคราะห์แล้วไปผสมกับข้อมูลอื่น เขาก็ทำได้ดีมากในแง่ที่ทำให้เกิดการตรวจสอบโครงการภาครัฐได้ ถือเป็นตัวอย่างที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งต้นทางของข้อมูลนี้ก็มาจากที่ DGA ไปทำร่วมกับกรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง และกรมอื่นๆ แต่งานนี้ก็ยังมีเสียงเรียกร้องว่าอยากได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากกว่านั้น เช่น สัญญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ใช่แค่งานที่จัดจ้างเสร็จแล้ว
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ DGA ไปทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ เช่นเรื่อง Housing for All ก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการเคหะแห่งชาติ, บพข. (หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน หรือ PMUC) ซึ่งอยู่ภายใต้ สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม), มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาเมือง และ DGA โดยนำเอาข้อมูลประชากร ครัวเรือน ข้อมูลสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ไปผสมกับข้อมูลเฉพาะภายใน เช่น ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง แหล่งงาน พื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เอาไปวิเคราะห์ได้ว่าความต้องการสร้างบ้านอยู่ที่ไหน ตรงไหนยังขาดแคลนบ้านอยู่ ก็ทำให้สามารถนำไปวางแผนได้ และยังมีชุดข้อมูลอีกหลายชุดที่ผมพยายามเริ่มทำตั้งแต่ปี 2021 เช่นเราอยากได้ข้อมูลจากกรมสรรพากรเรื่องการเก็บภาษีที่แยกตามประเภทธุรกิจและพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เรารู้กิจกรรมเศรษฐกิจได้เลยว่าขายของหรือบริการอะไรได้เยอะบ้าง นี่เป็นข้อมูลที่ทางสภาอุตสาหกรรมบอกผมว่าอยากได้ เพราะมันทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจได้เลย ไม่ต้องรอจนจบไตรมาสแล้วค่อยมาบอก โดยที่เราไม่ได้เข้าไปดูความลับของบริษัทไหน แค่รู้ยอดรวมก็เป็นประโยชน์แล้ว
ก่อนหน้านี้เราก็ยังจัดงานทุกปีเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก Open Data ซึ่งก็มีงาน Data Camp ให้คนมาสมัครและอบรมอยู่หลายสัปดาห์ โดยจัดร่วมกับบริษัทเอกชนให้เขามาสอนเรื่องการเอาข้อมูลมาทำแดชบอร์ด เพื่อวิเคราะห์ แล้วเสนอไอเดียเข้าประกวดชิงรางวัล ซึ่งผลที่ได้ก็คือเกิดความตื่นตัวในภาครัฐ ทำให้หน่วยงานที่มาร่วมรู้ว่าปัญหาของเขาคืออะไร เช่น อยากวิเคราะห์แบบนี้แต่ทำไม่ได้เพราะขาดข้อมูลบางอย่าง หรือข้อมูลคุณภาพยังไม่ดี มันเลยเกิดการตื่นตัวกลับไปทำให้ข้อมูลดีขึ้น และเราเจอกรณีที่เจ้าหน้าที่ไปสมัครประกวดจนได้รางวัลมา พอหัวหน้าหน่วยงานรู้ว่าได้รางวัลจากการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ก็เลยให้การสนับสนุนเรื่อง Data Governance ในหน่วยงาน หรืออย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาก็ได้รู้ว่าพอเปิดข้อมูลออกมาแล้วเห็นเลยว่าแหล่งไหนมีคนเที่ยวเยอะ มีร้านอาหารเยอะ กลายเป็นว่ามีคนมาใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ เขาก็รู้สึกแฮปปีและอยากทำเพิ่มอีก
เพราะฉะนั้นผมจึงบอกทีม DGA ว่าห้ามเลิกทำเรื่องนี้ เพราะมันจะเกิดวัฒนธรรมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล และตอนนี้มันก็มีกรณีตัวอย่างการใช้งานจริงอยู่บนเว็บไซต์ DGA เต็มไปหมด
จากที่แต่ละคนหรือหน่วยงานได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์นั้น เขามีฟีดแบ็กกันอย่างไรบ้างต่อข้อมูล
ทีม DGA มีการสำรวจทุกปี และให้ผู้ใช้งานข้อมูลสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ก็มีคนแสดงความเห็น เช่น ไม่มี API ข้อมูลไม่อัปเดต หรืออยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม จากนั้น DGA ก็จะไปบอกหน่วยงานให้ปรับปรุง
เรื่องหนึ่งที่น่ากังวลที่สุดเกี่ยวกับข้อมูลก็คือเรื่องความต่อเนื่องหรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูล เพราะบางทีเปิดข้อมูลมาแค่ครั้งเดียวแล้วต่อมาไม่มีการอัปเดตอีก นี่เป็นข้อเสียอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่แค่ในไทยนะ ผมศึกษาของเกาหลีใต้ เขาก็เป็นเหมือนกัน จนสุดท้ายต้องเขียนในกฎหมายบังคับเลยว่าต้องทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบันด้วย
ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือข้อมูลมีคุณค่า ที่ควรจะเปิดได้มากกว่านี้ แล้วอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ดึงข้อมูลเหล่านี้ออกมาเปิดยาก
ตั้งแต่เริ่มแรกเลยคือข้อมูลภาครัฐสมัยก่อนยังไม่ผ่านระบบดิจิทัล แต่อยู่บนกระดาษ แต่ตอนนี้ผมว่าปัญหานี้ลดลงแล้ว อุปสรรคต่อมาคือเขาคิดว่ามีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย เช่น กรมสรรพากรจะมีกฎหมายระบุเลยว่าเก็บมาเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเท่านั้นและเป็นความลับ หรือหลังๆ ก็จะอ้างเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งที่ความจริงเราสามารถเปิดเผยได้โดยไม่ต้องระบุชื่อ อย่างตอนโควิด-19 เราก็เปิดเผยข้อมูลผู้ติดเชื้อโดยใช้วิธี Anonymize คือไม่ระบุคน แต่บอกแค่เพศ ช่วงอายุ จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ได้โดยไม่ละเมิดส่วนบุคคล ดังนั้นการอ้างเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลบางทีก็ฟังไม่ขึ้น แต่มันเกิดความกลัวว่าถ้าทำไปแล้วจะมีความผิด และอุปสรรคสุดท้ายคือกลุ่มที่กังวลว่าคุณภาพข้อมูลยังไม่ดี กลัวเปิดไปแล้ว จะผิดพลาดหรือมีความผิดทางระเบียบกฎหมาย จึงเลือกเปิดเฉพาะสิ่งที่สบายใจ
ตอนนี้ผมเข้าไปช่วยที่คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน (กปร.) ในด้าน Open Data อยู่ โดยหลักการที่ผมพยายามเสนอคือ Open by Default หรือ ‘เปิดเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ อย่างผมไปศึกษากรณีของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศที่มีนโยบาย Open Data มานานและมีกฎหมายมาส่งเสริม ซึ่งถ้าเป็นที่เกาหลีใต้คือต้องเปิดหมด ถ้าจะไม่เปิด หน่วยงานต้องเป็นคนชี้แจงว่าทำไมถึงไม่เปิด เช่นอาจเป็นเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงหรือการละเมิดสิทธิอย่างไร แต่บ้านเรากลับกัน คือมันมีมาตรา 9 [ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ] ที่ระบุว่าให้เปิดข้อมูลอะไรบ้าง ซึ่งหน่วยงานส่วนใหญ่ก็พยายามไปเพิ่มรายการในกฎหมายนั้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะมันกลายเป็น Positive List ซึ่งหมายความว่าใครอยากให้เปิดข้อมูลนั้น ต้องไปยื่นขอต่อกรรมการฯ พอประกาศแบบนี้ออกมาแล้ว หน่วยงานรัฐเลยไปอิงจากแค่ตรงนั้น
เพราะฉะนั้น ผมเลยเสนอว่าควรแก้กฎหมายให้เป็น Open by Default ให้หน่วยงานเป็นคนชี้แจงถ้าจะไม่เปิด และต้องมีกลไกขับเคลื่อน เช่น มี Steering Committee (คณะกรรมการกำกับดูแล) กำหนดว่าปีนี้จะเปิดชุดข้อมูลอะไรบ้าง แล้วเขียนหน้าที่ในกฎหมายเลยว่าถ้าประกาศแล้วหน่วยงานต้องเปิด มีคนติดตาม มีคนประเมิน ซึ่งสิ่งนี้ยังไม่มีอยู่ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ปัจจุบัน

สำหรับข้อมูลที่เปิดไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นเรื่องความมั่นคงหรือข้อมูลส่วนบุคคล มันต้องพิจารณาจากอะไร เส้นแบ่งของมันคือตรงไหน
เราต้องเริ่มจากการทำ Data Classification (การจัดประเภทข้อมูล) ตอนผมอยู่ DGA ก็พยายามเสนอเรื่องนี้ แต่มันเป็นเชิงเทคนิค สิ่งที่มาคุมเรื่องนี้จริงๆ คือ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ที่ต้องกำหนดชั้นความลับของเอกสารก่อน ซึ่งจากประสบการณ์ผม เอกสารที่ทำงานในออฟฟิศกันแทบไม่มีอะไรเป็นความลับเลย ที่ลับจริงๆ คือต้องใช้กระดาษและมีใบปิดหน้าตลอด ดังนั้นต้องแยกเอกสารที่เป็นความลับ เช่นอาจเป็น Top Secret (ลับที่สุด) หรือ Official Secret (ความลับทางราชการ) ออกมา และที่เหลือถือว่าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้หมด เหมือนที่อังกฤษทำ แล้วใช้กลไกแบบเกาหลีใต้ว่าปีนี้เรามีแผนจะเปิดอะไร มันจะเป็นแนวทางที่ประนีประนอมกันได้ และกฎหมายเกาหลีใต้ยังคุ้มครองด้วยว่าการเปิดข้อมูลตามแผนนี้ไม่ถือเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ มันทำให้เกิด Safe Harbor (หลักการคุ้มครอง) ให้เขาทำตามกฎหมายได้
ในการทำ Open Data ดูต้องอาศัยการประสานงานกันระหว่างภาครัฐมากพอสมควร ที่ผ่านมาคุณมองว่าการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันในเรื่องนี้เป็นไปอย่างราบรื่นดีไหม หรือมีช่องว่างอะไรระหว่างกันบ้างไหม
มันมีช่องว่างเป็นปกติ เลยต้องมีการกำหนดวาระขึ้นมาขับเคลื่อน เช่น เราอยากทำบริการประชาชนแบบ End-to-End (ครบวงจรจากต้นทางจนปลายทาง) พอเริ่มทำ เราจะรู้เองว่าต้องเอาข้อมูลอะไรมาเชื่อมกันบ้าง ทุกอย่างต้องเริ่มจากกลยุทธ์ว่าจะเอาข้อมูลไปเพื่อบริการอะไร หรือวิเคราะห์นโยบายอะไร ไม่ใช่เชื่อมข้อมูลกันมั่วซั่ว แต่ต้องเชื่อมตามความจำเป็นและเกิดประโยชน์ ตอนนี้โมเมนตัมฝั่งรัฐบาลในเรื่องนี้เริ่มมีแล้ว และเราเปลี่ยน KPI ของ ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) ให้เริ่มจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานก่อนเพื่อความสบายใจ แล้วค่อยก้าวไปสู่ขั้นการเปิดเป็น Open Data เพื่อสร้างระบบนิเวศของข้อมูลภาครัฐ
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเกี่ยวกับความซ้ำซ้อนของหน่วยงานบ้าง อย่างเวลาทำ Data Catalog ก็ต้องส่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ตัว Open Data กับเรื่องมาตรฐานกลับอยู่ภายใต้ DGA และตอนนี้มี BDI (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่) อีก มันทำให้หน่วยงานรัฐสับสนและต้องติดต่อหลายที่ ซึ่งจุดนี้ควรจะแก้ให้อยู่ในจุดเดียวเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ในวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ AI มันจะเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนา Open Data ของเราได้อย่างไรบ้าง
AI ช่วยดูเรื่องโครงสร้างข้อมูล การสร้าง Metadata (รายละเอียดของชุดข้อมูล) หรือทำ Data Catalog (การทำระบบบัญชีข้อมูล) ได้ แต่ที่น่าสนใจคือเรื่องการค้นหาข้อมูล เพราะสมัยก่อนถ้าเราใช้ชื่อไม่ตรงกับฐานข้อมูล เราก็อาจจะหาข้อมูลไม่เจอ แต่เดี๋ยวนี้เราสามารถใช้ Generative AI ถามด้วย Natural Language (ภาษาคน) แล้วให้มันไปดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาให้ดูได้ มันจะทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น รวมถึงให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลหรือสรุปข้อมูลจากไฟล์เอกสารต่างๆ ก็จะทำให้การจัดการข้อมูลง่ายขึ้น แต่ข้อควรระวังคือเรื่องCompliance (การควบคุมดูแล) โดยเฉพาะถ้าให้ AI เข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็ต้องให้มันทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ไม่ให้มันนอกลู่นอกทาง
เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ไทยเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกของ OGP (ภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด) อาจารย์มองว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา Open Data ของไทยไหม
แน่นอนว่าการเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลกที่มีตัวชี้วัดสากลจะสร้างแรงขับเคลื่อนได้มากกว่าแค่นโยบายภายในประเทศ เพราะมันสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานรัฐปรับตัวให้ถึงมาตรฐาน OGP ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่อง Open Data แต่หมายรวมถึงเรื่องความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย การมีเกณฑ์สากลมาบังคับให้เราพัฒนาการดูแลข้อมูลให้โปร่งใสเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกันเราก็กำลังอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD แน่นอนว่าในการเข้าเป็นสมาชิก เราก็ต้องปรับมาตรฐานของเราตามเขาเหมือนกัน แล้วในแง่ Open Data สถานการณ์ของไทยถือว่าใกล้เคียงหรือห่างไกลกับมาตรฐานของ OECD ขนาดไหน
เรื่อง Open Data กลายเป็นว่าเราทำได้ดี คือทาง OECD เขาวัดในสามมิติ ได้แก่ (1) Data Availability หรือการเปิดเผยข้อมูลคุณค่าสูง (2) Data Accessibility หรือการเข้าถึงข้อมูล และ (3) Government Support for Data Reuse หรือการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ถ้าไปดูคะแนนของเราในส่วน Data Availability เราอยู่ที่ 0.64 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 0.53 แต่เราต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอีกสองตัวที่เหลือ อย่างเรื่องการเข้าถึงข้อมูลก็อาจเป็นเพราะคุณภาพข้อมูลยังไม่เป็น Machine-readable หรือไม่ทันสมัยพอ ส่วนเรื่องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเราได้แค่ 0.34 จากค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 0.4 แปลว่าเรายังต้องส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย หรือประชาชนเอาข้อมูลไปใช้มากกว่านี้
ก่อนหน้านี้ผมอาจเคยทำ Hackathon ซึ่งก็ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น ต่อไปต้องมีเอกชนมาร่วมด้วย และภาครัฐมักมีความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือคิดว่าข้อมูลเป็นของรัฐที่เอกชนนำไปใช้แล้วไม่ต้องเสียเงิน แต่ที่เมืองนอกไม่ใช่อย่างนั้น คือถ้าเอกชนเอาข้อมูลฟรีจากรัฐไปสร้างรายได้หรือสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล นั่นคือเรื่องที่ต้องส่งเสริมเลย เพราะเขาเอาไปทำในรูปแบบใหม่หรือผสมข้อมูลอื่นจนเกิดคุณค่า ซึ่งคะแนนส่วนนี้ของเรายังต่ำอยู่ เราจึงต้องพัฒนาทั้งในเรื่องคุณภาพข้อมูลและการส่งเสริมการนำไปใช้
ย้อนกลับไปเรื่องการก้าวข้ามจาก Open Government และ Data-driven Government คุณประเมินว่าประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะก้าวข้ามไปได้ และโรดแมปของการขับเคลื่อนต่อจากนี้น่าจะไปทางไหน
ผมมองว่าอาจต้องใช้เวลาอีกสักแผนหนึ่ง คือประมาณสี่ปี และสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือเรื่องการแก้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ทุกหน่วยงานต้องทำ Data Inventory (การทำบัญชีรวบรวมรายการชุดข้อมูลที่มีอยู่) และเปิดเผยตามหลัก Open by Default สองคือใช้โอกาสการเข้า OECD เป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายจาก ครม. บังคับให้หน่วยงานเปิดข้อมูลให้ครบตามรายการที่ OECD กำหนด และสามคือการสร้างวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลผ่าน Hackathon และการอบรม Data Governance ต่อไป ขณะที่ DGA จะออกมาตรฐานการจัดการข้อมูลออกมาเรื่อยๆ เช่น วิธีการ Anonymize และก็ควรกำหนดในมาตรฐานสัญญาจัดซื้อจัดจ้างระบบไอทีของกรมบัญชีกลางด้วยว่าต้องทำตามมาตรฐาน DGA เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันได้
นอกจากนี้อยากให้สื่อมวลชนและภาคประชาชนต้องช่วยกันตั้งคำถามเวลาที่ภาครัฐตัดสินใจเรื่องอะไรก็ตามว่า “ใช้ข้อมูลอะไรมาตัดสินใจ” ถ้าเราไม่ตั้งคำถามถึงที่มาของข้อมูล เขาก็จะไม่เกิดการพัฒนา อย่างตอนนี้เราเริ่มเห็นกระแสการเอาข้อมูลจากงบประมาณหรือข้อมูลเลือกตั้งมาตรวจสอบหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่ดี แต่ภาครัฐเองก็ต้องทำให้การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ใน ครม. ต้องแสดงที่มาของข้อมูลออกมาให้ชัดเจนด้วย สิ่งนี้ต้องทำแบบ Top-down (บนลงล่าง) ให้กระทรวงต่างๆ ทำตาม และสื่อก็ช่วยซักถามว่าข้อมูลนั้นเป็นปัจจุบันและเพียงพอหรือไม่

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world
Open Data Unlock Power TIJ เปิดข้อมูล ปลดล็อกอำนาจ Open Data สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ข้อมูลเปิด วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา รัฐบาลดิจิทัล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สุพจน์ เธียรวุฒิ TIJx101 เปิดข้อมูลภาครัฐ
ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์
จบจากหลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพ วิดีโอ สนใจในประเด็นสังคม วัฒนธรรม และความเหลื่อมล้ำ โดยเล่าเรื่องราวผ่านภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่างๆ อีกทั้งชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่ง