Cover Image

กทม.เร่งกู้พื้นที่น้ำท่วม 31 จังหวัดยังระทม เจ้าพระยา 2,500 คิว-ฝนจ่อซ้ำ 4-7 ต.ค.

สภาพภายในแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ วันที่ 2 ต.ค. 2569 หลังระดับน้ำลดลง เหลือน้ำขังและคราบโคลนบางจุด ขณะที่ประชาชนเริ่มทำความสะอาดที่พักและคัดแยกข้าวของที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อนำออกมาทิ้งและทยอยฟื้นฟูพื้นที่

น้ำท่วม กทม.เริ่มคลี่คลาย ถนนสายหลักส่วนใหญ่กลับมาใช้ได้ คลองจั่นน้ำลด ชาวบ้านลุยทำความสะอาด-ประกันลงสำรวจรถจมน้ำ แต่ร่มเกล้ายังต้องเร่งสูบ กทม.ติด “ท่อซิ่ง” ดึงน้ำลงคลองประเวศฯ ปภ.เผย 31 จังหวัด 3.53 ล้านคนยังได้รับผลกระทบ นครสวรรค์-อุทัยธานี-อยุธยาน้ำเพิ่ม เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มระบายเป็น 2,500 คิว นายกฯ สั่งตรึงกำลังช่วย-เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำลด ขณะที่กรมอุตุฯ เตือน 4-7 ต.ค. ฝนหนักถึงหนักมากบางแห่ง กทม.-ปริมณฑลรับฝนช่วง 5-6 ต.ค.

2 ตุลาคม 2569 - สถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพมหานครเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในหลายพื้นที่ ถนนสายหลักส่วนใหญ่กลับมาใช้การได้ ขณะที่ชุมชนคลองจั่นซึ่งได้รับผลกระทบหนักก่อนหน้านี้ ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ขั้นตอนทำความสะอาดและสำรวจความเสียหายแล้ว แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเคหะร่มเกล้าและลาดกระบังยังมีน้ำท่วมขัง กทม.ระดมเครื่องสูบน้ำและติดตั้ง “ท่อซิ่ง” เร่งดึงน้ำออกสู่คลองประเวศบุรีรมย์

ส่วนสถานการณ์ทั่วประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. ยังมีสถานการณ์อุทกภัยใน 31 จังหวัด รวม 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน 3,535,206 คน โดยสถานการณ์แต่ละพื้นที่แตกต่างกัน มีทั้งระดับน้ำเพิ่มขึ้น ทรงตัว และลดลง

คลองจั่นน้ำลด-ชาวบ้านเริ่มเก็บกวาด

ที่บริเวณแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังจากก่อนหน้านี้มีน้ำท่วมสูงจนประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน วันที่ 2 ต.ค. พบว่าระดับน้ำลดลงอย่างชัดเจน ถนนภายในหลายจุดพ้นน้ำแล้ว เหลือน้ำขังเป็นแอ่งและคราบโคลนตามถนนและบริเวณหน้าอาคาร

ประชาชนทยอยนำข้าวของและเครื่องใช้ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมออกมากองทิ้งบริเวณหน้าอาคารและร้านค้าเป็นจำนวนมาก พร้อมทำความสะอาดบ้านพัก ร้านค้า และสิ่งของที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ได้ ขณะที่ร้านค้าบางแห่งนำสินค้าที่ยังไม่ได้รับความเสียหายมากออกมาลดราคาเพื่อระบายสินค้า

ส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จมน้ำ มีผู้ประสบภัยบางรายเริ่มได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัย โดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันเดินทางเข้าพื้นที่สำรวจรถที่ได้รับความเสียหายเพื่อประเมินค่าสินไหมทดแทน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า เคหะชุมชนคลองจั่นซึ่ง กทม.นำ “ท่อซิ่ง” เข้าไปช่วยเร่งระบายน้ำก่อนหน้านี้ ขณะนี้ระดับน้ำลดลงจนเห็นพื้นแล้ว ขณะที่ถนนนวมินทร์สถานการณ์ดีขึ้น หลังเร่งดึงน้ำจากคลองพังพวยลงคลองแสนแสบ ทำให้ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง

ร่มเกล้ายังท่วม-ระดับน้ำลด 5 ซม.

สถานการณ์ที่เคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ยังแตกต่างจากคลองจั่น โดยช่วงเช้าวันที่ 2 ต.ค. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร รายงานว่า ระดับน้ำลดลงจากเดิมประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ยังต้องส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปลำเลียงเสบียง ช่วยเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปยังศูนย์พักพิง รวมถึงนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่เพื่อส่งต่อเข้ารับการรักษา

กทม.นำเครื่องสูบน้ำและ “ท่อซิ่ง” เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ พร้อมเร่งทำคันกั้นน้ำบริเวณจุดที่แนวกั้นขาดหรือเป็นช่อง เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ โดยแผนระบายน้ำจะดึงน้ำจากเคหะร่มเกล้าเข้าสู่คลองหนึ่ง แล้วผลักดันต่อไปยังคลองประเวศบุรีรมย์

ส่วนเขตสะพานสูง หลายจุดตามแนวถนนรามคำแหงมีสถานการณ์ดีขึ้น ทั้งบริเวณสำนักงานสรรพากร หมู่บ้านสัมมากร หมู่บ้านบัวขาว เพอร์เฟคเพลส และหมู่บ้านนักกีฬา ส่วนถนนราษฎร์พัฒนา หรือซอยมิสทีน ซึ่งเชื่อมถนนรามคำแหงกับเคหะร่มเกล้า ยังมีน้ำขังบางจุด

สำหรับถนนสายหลักที่สถานการณ์ดีขึ้นและสามารถสัญจรได้แล้ว ประกอบด้วย บริเวณเคหะคลองจั่น ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถนนเศรษฐศิริ ถนนสุวินทวงศ์ช่วงเรือนจำมีนบุรีถึงแยกนิมิตใหม่ ถนนกรุงเทพกรีฑาช่วงซอย 11-55 ถนนสีหบุรานุกิจช่วง สน.มีนบุรีถึงร่มเกล้า รวมทั้งถนนพญาสุเรนทร์ เสรีไทย สุขาภิบาล 5 ราษฎร์พัฒนา พัฒนาการ เทพรักษ์ เพิ่มสิน และวัชรพล

อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดน้ำท่วมขังที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ รอยต่อปทุมธานี-กรุงเทพฯ ถนนพหลโยธินช่วงอนุสรณ์สถานและหน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์ ถนนพญาสุเรนทร์ช่วงปัญญาอินทราถึงซอย 31 รวมถึงซอย 25-43 และซอย 15-15/1 ถนนศรีนครินทร์บางช่วงโดยเฉพาะใต้ทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ขาเข้า ถนนสุวินทวงศ์ช่วงแยกเมืองมีนถึงหน้าเรือนจำ บริเวณแยกไฟฟ้าสีหบุรานุกิจ ถนนกรุงเทพกรีฑาช่วงซอย 41-55 รวมถึงถนนอ่อนนุช หลวงแพ่ง และฉลองกรุง

นายชัชชาติระบุว่า ภารกิจหลักของ กทม.ในวันที่ 2 ต.ค. คือการเร่งดึงน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำจากลาดกระบังและกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมสูบน้ำออกจากเคหะร่มเกล้า กู้พื้นที่สะพานสูงและพื้นที่ด้านตะวันออกให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

31 จังหวัด 3.53 ล้านคนได้รับผลกระทบ

ด้าน ปภ.รายงานว่า 31 จังหวัดที่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ และยโสธร

ในภาคเหนือ พิษณุโลกยังมีน้ำท่วม อ.บางระกำ 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน กระทบ 3 ครัวเรือน แต่ระดับน้ำลดลง ส่วนเพชรบูรณ์มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ 9 ตำบล 19 หมู่บ้าน 82 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง เช่นเดียวกับกำแพงเพชร ซึ่งได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ 21 ตำบล 191 หมู่บ้าน 3,128 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

ตรงกันข้ามกับนครสวรรค์ ซึ่งมีน้ำท่วม 14 อำเภอ 85 ตำบล 501 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,928 ครัวเรือน และระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น

ภาคกลาง อุทัยธานีมีน้ำท่วม 8 อำเภอ ได้แก่ หนองฉาง ห้วยคต สว่างอารมณ์ หนองขาหย่าง บ้านไร่ ลานสัก เมืองอุทัยธานี และทัพทัน รวม 56 ตำบล 413 หมู่บ้าน กระทบ 4,785 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เทศบาลเมืองอุทัยธานีรายงานระดับแม่น้ำสะแกกรังเมื่อเวลา 08.00 น. อยู่ที่ 19.37 เมตร เพิ่มขึ้นจากวันก่อนประมาณ 17 เซนติเมตร และขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ลพบุรีมีน้ำท่วม 5 อำเภอ ได้แก่ เมืองลพบุรี ท่าหลวง พัฒนานิคม โคกสำโรง และบ้านหมี่ รวม 23 ตำบล 84 หมู่บ้าน กระทบ 1,657 ครัวเรือน และระดับน้ำเพิ่มขึ้น

อ่างทองมีน้ำท่วม 5 อำเภอ ได้แก่ ป่าโมก ไชโย วิเศษชัยชาญ เมืองอ่างทอง และสามโก้ รวม 33 ตำบล 146 หมู่บ้าน กระทบ 2,009 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบ 13 อำเภอ ได้แก่ เสนา บางบาล ผักไห่ บางไทร บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย อุทัย ท่าเรือ และภาชี รวม 169 ตำบล 1,104 หมู่บ้าน กระทบ 44,865 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ขณะที่สระบุรีมีน้ำท่วมครบทั้ง 13 อำเภอ รวม 87 ตำบล 566 หมู่บ้าน กระทบ 5,393 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย แต่ระดับน้ำลดลงแล้ว

ในภาคตะวันออก ชลบุรีมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 10 อำเภอ 78 ตำบล 354 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 118,723 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ส่วนระยองมีน้ำท่วม 2 อำเภอ 9 ตำบล 73 หมู่บ้าน 1,760 ครัวเรือน ระดับน้ำทรงตัว

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุรีรัมย์มีน้ำท่วม 2 อำเภอ 23 ตำบล 199 หมู่บ้าน กระทบ 3,164 ครัวเรือน ชัยภูมิ 2 อำเภอ 5 ตำบล 8 หมู่บ้าน 17 ครัวเรือน สุรินทร์ 2 อำเภอ 10 ตำบล 65 หมู่บ้าน 200 ครัวเรือน และยโสธร 2 อำเภอ 5 ตำบล 12 หมู่บ้าน 243 ครัวเรือน โดยทั้ง 4 จังหวัดระดับน้ำลดลง

สำหรับกรุงเทพมหานคร ปภ.ระบุประชาชนได้รับผลกระทบ 329,000 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และภาพรวมระดับน้ำลดลง

เจ้าพระยาเพิ่มระบาย 2,500 คิว

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายังเป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม โดยข้อมูลกรมชลประทาน ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ระบุว่า ปริมาณน้ำผ่านสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ อยู่ที่ 2,416 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวันก่อนซึ่งอยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

อย่างไรก็ตาม เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำจาก 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.77 เมตร รทก. และท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.93 เมตร รทก. ขณะที่สถานี C.29 อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,113 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มการระบายน้ำจาก 230 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระรามหกเพิ่มจาก 531 เป็น 546 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การเพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนยังต้องติดตามระดับน้ำ โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำในชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งหลายพื้นที่มีน้ำท่วมอยู่ก่อนแล้ว

นายกฯ สั่งตรึงกำลัง-พื้นที่น้ำลดเร่งฟื้นฟู

ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด กทม. เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอนุทินระบุว่า พื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ มีแนวโน้มฝนลดลง แต่ยังวางใจเรื่องน้ำสะสม น้ำในลำน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำไม่ได้ โดยสั่งพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมให้ตรึงกำลังช่วยเหลือประชาชน เร่งสูบและระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามจุดที่เหมาะสม ส่วนพื้นที่ซึ่งน้ำลดแล้วให้เปลี่ยนภารกิจเข้าสู่การฟื้นฟู ทั้งเก็บขยะ ทำความสะอาด ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ตรวจความปลอดภัยอาคาร และซ่อมแซมถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า ประปาและระบบสื่อสาร

รัฐบาลให้แยกการสำรวจความเสียหายเป็น 2 ช่วง เหตุที่เกิดก่อนวันที่ 1 ต.ค. ให้ดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์เดิม ส่วนเหตุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป จะเข้าสู่ระบบประกันภัยพิบัติ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงขั้นตอนและสิทธิแก่ประชาชน

ปภ.รายงานด้วยว่า ได้สนับสนุนกำลังพลและเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัย 18 จังหวัดและกรุงเทพฯ รวม 1,160 หน่วย และนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. มีการแจกอาหารกล่อง 326,200 กล่อง น้ำดื่ม 452,330 ขวด พร้อมส่งทีมเผชิญสถานการณ์วิกฤต อาสาสมัครและภาคีเครือข่าย 166 หน่วย รวม 1,967 คนเข้าพื้นที่

ระดมช่าง 350 คนฟื้นคลองจั่น-ร่มเกล้า

ขณะที่การฟื้นฟูพื้นที่ กคช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมระดมช่างประมาณ 350 คนเข้าพื้นที่คลองจั่นและร่มเกล้า ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. เพื่อช่วยตรวจสอบและซ่อมแซมระบบประปา ตรวจระบบไฟฟ้า ตลอดจนช่วยซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ส่วนเคหะร่มเกล้าซึ่งยังมีน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ยังคงส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ประชาชน รวมถึงเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ตามความจำเป็น ระหว่างที่ กทม.เร่งสูบน้ำออกจากชุมชน

กรมอุตุฯ เตือนฝนหนักถึงหนักมาก 4-7 ต.ค.

ขณะที่สถานการณ์น้ำเดิมยังไม่คลี่คลายทั้งหมด กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 วันที่ 2 ต.ค. เตือนสภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. จะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

วันที่ 4 ต.ค. พื้นที่ได้รับผลกระทบจะอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นวันที่ 5-6 ต.ค. พื้นที่ฝนจะขยายครอบคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนจะลดลง ก่อนที่วันที่ 7 ต.ค. ฝนจะเน้นด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมถึงภาคใต้

สำหรับวันที่ 2 ต.ค.เอง กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคตะวันออกมีฝนร้อยละ 40 ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนร้อยละ 60 และฝนหนักบางแห่ง

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนระวังฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ช่วงวันที่ 4-7 ต.ค.เป็นอีกช่วงที่ต้องจับตา ขณะที่หลายพื้นที่ยังอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมรอบที่ผ่านมา.

Back To Top