Cover Image

ม.มหิดล เตรียมผลักดัน ‘โรคไข้ดิน’ สู่ ‘วาระโลก’ หลังทุ่มเทวิจัยและขับเคลื่อนอย่างครบวงจรกว่า 30 ปี -

ในขณะที่ “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs-Non-Communicable Diseases) ได้รับการผลักดันให้เป็น “วาระโลก” ที่ทุกประเทศเดินหน้ารณรงค์อย่างเต็มรูปแบบ แต่ “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ที่กำลังขยายขอบเขตการระบาดไม่เพียงในประเทศเกษตรกรรมที่ต้องใช้ “ดิน” ซึ่งเป็นที่มาของ “การปนเปื้อน” ของเชื้อแบคทีเรียก่อโรค โดยกำลังเดินทางไปพร้อมกับผู้คนทั่วโลก แต่กลับไม่ได้มีการติดตามเฝ้าระวังเท่าที่ควร

ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนโลยี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล คืออาจารย์นักวิจัยผู้คร่ำหวอดจนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “มารดาแห่งโรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ผู้ทุ่มเทเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาวิจัยทางห้องปฏิบัติการพร้อมขับเคลื่อนเพื่อการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียดังกล่าว จนสามารถคิดค้นชุดตรวจที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมสวัสดิการภาครัฐ

ตลอดจนการออกแบบ “ระบบการติดตามโรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ที่ทันสมัยแบบเรียลไทม์ ซึ่งได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “ประเทศแรกในโลก” ที่มีการรักษาและติดตาม “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” อย่างครบวงจร พร้อมขยายผลสู่ระดับภูมิภาค และทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ยังคงพบข้อจำกัดจากการศึกษาวิจัยที่แสดงผลสถิติการเกิดและระบาดของ “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ที่ยังคงไม่แพร่หลาย ทั้ง ๆ ที่จากความรุนแรงของโรคดังกล่าว อาจนำไปสู่การเสียชีวิต หากพบการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือมีการติดเชื้อที่ปอด โดยมีความสัมพันธ์กับ “ภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง” จาก “โรคร่วม” ในกลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน เป็นต้น

ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ ได้แสดงความห่วงใย โดยเตือนว่า “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ในปัจจุบันยังคงระบาดชุกในช่วงฤดูฝน แต่กลับพบผู้ติดเชื้อจากการสัมผัสดินปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค แม้ผิวหนังที่สัมผัส “ไม่มีบาดแผล” และผู้ป่วย “ไม่ได้สัมผัสโดยตรง” กับแหล่งน้ำคูคลองต้องสงสัย ก็อาจติดเชื้อที่ถูกพัดขึ้นมา ปนมากับอากาศได้ อย่างไรก็ดี ยิ่งตรวจพบได้เร็ว จะยิ่งทำให้ผู้ติดเชื้อได้รับโอกาสเข้ารับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่มได้เร็วขึ้นตามไปด้วย

โดย ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ และทีมวิจัย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการตรวจและรักษา “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนกลุ่มเปราะบางที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” นอกจากผู้ติดเชื้อในกลุ่มโรค NCDs ยังรวมถึง “กลุ่มผู้สูงวัย” ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ยังคงไม่มีการค้นพบยาใหม่ที่ทำให้หายขาดอย่างรวดเร็ว

แม้ “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” จะพบการระบาดในโลกกว่าศตวรรษ และในประเทศไทยเกินครึ่งศตวรรษ แต่ยังคงไม่ได้รับการสถาปนาให้มี “วันไข้ดินโลก” อาจเริ่มต้นได้จากการริเริ่มให้มีการรณรงค์เนื่องใน “วันไข้ดินไทย” เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเฝ้าระวังต่อไปอย่างกว้างขวาง

จากเป้าหมายสูงสุด นับตั้งแต่การริเริ่มก่อตั้ง “ศูนย์กลางวิจัยโรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ณ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เชื่อมั่นได้ถึงศักยภาพทางวิชาการระดับโลก และความร่วมมือกับทีมงานหลักจาก “หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-ออกซ์ฟอร์ด” รวมทั้งอาจฝากความหวังได้กับการผลักดันสู่ “วาระโลก” ควบคู่ไปกับการรณรงค์เพื่อลดการเกิดโรค NCDs ที่กำลังคุกคามประชากรโลกต่อไป

มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมยืนหยัดเคียงข้างปวงชนชาวไทย และมวลมนุษยชาติ ด้วยภารกิจเพื่อการยับยั้ง “โรคเมลิออยโดสิส หรือไข้ดิน” ซึ่งนับเป็น “Real World Impact” ที่ท้าทาย เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน สู่ “อนาคตใหม่” ของวันพรุ่งนี้

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ https://mahidol.ac.th

Back To Top