3 ราชภัฏผนึกกำลังปั้นหลักสูตรเภสัชศาสตร์ Joint Degree “1 หลักสูตร 1 ปริญญา 3 มหา’ลัย” แต่ยังไม่เปิดรับสมัคร - การศึกษา ข่าว สอบตรง สมัครสอบ นักเรียน นักศึกษา ทุนการศึกษา เรียนต่อต่างประเทศ มหาวิทยาลัย โรงเรียน
3 ราชภัฏผนึกกำลังปั้นหลักสูตรเภสัชศาสตร์ Joint Degree “1 หลักสูตร 1 ปริญญา 3 มหา’ลัย” แต่ยังไม่เปิดรับสมัคร

Meta Description: มรภ.สกลนคร–เพชรบูรณ์–ชัยภูมิ ลงนามความร่วมมือเตรียมพัฒนาหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม รูปแบบ Joint Degree ภายใต้แนวคิด 1 หลักสูตร 1 ปริญญา 3 มหา’ลัย พร้อมเจาะเงื่อนไขด้านมาตรฐาน อาจารย์ และแหล่งฝึกก่อนเปิดรับนักศึกษา
วงการการศึกษาไทยกำลังจับตาความร่วมมือครั้งใหม่ของ 3 มหา’ลัยราชภัฏ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ หลังผู้บริหารร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อเตรียมพัฒนาหลักสูตรเภสัชศาสตร์ในรูปแบบ Joint Degree Program ภายใต้แนวคิด
“หนึ่งหลักสูตร หนึ่งปริญญา สามมหาวิทยาลัย”
ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายให้ทั้ง 3 สถาบันร่วมกันพัฒนาหลักสูตร จัดการเรียนการสอน ใช้ทรัพยากรทางวิชาการ และสร้างระบบประกันคุณภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อผลิตบัณฑิตเภสัชศาสตร์ที่มีสมรรถนะสูงและตอบโจทย์ระบบสุขภาพของประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น้อง ๆ และผู้ปกครองต้องเข้าใจให้ชัดเจนคือ ขณะนี้โครงการยังอยู่ในขั้น เตรียมความพร้อมและพัฒนาหลักสูตร ยังไม่ใช่ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษา และยังไม่ควรสรุปว่าจะเปิดรับในระบบ TCAS ปีใด จนกว่าจะมีประกาศรับรองหลักสูตรและกำหนดการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ
สรุปความร่วมมือ 3 มหา’ลัยราชภัฏ
สถาบันที่ร่วมลงนามประกอบด้วย
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
- มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
แนวทางที่ทั้ง 3 สถาบันประกาศไว้ ได้แก่
การประชุมและลงนามมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ มหา’ลัยขอนแก่น โดยมีผู้บริหารจากทั้ง 3 มหา’ลัยร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษาเภสัชศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานในขั้นต่อไป ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของมหา’ลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ และรายงานข่าวความร่วมมือ
Joint Degree คืออะไร?
Joint Degree หรือหลักสูตรปริญญาร่วม คือหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปร่วมกันออกแบบและรับผิดชอบการจัดการศึกษา ตั้งแต่โครงสร้างหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล ไปจนถึงการประกันคุณภาพ
แนวคิดของโครงการนี้คือ 1 หลักสูตร 1 ปริญญา 3 มหา’ลัย ซึ่งแตกต่างจากหลักสูตรสองปริญญาหรือ Dual Degree ที่ผู้เรียนอาจได้รับวุฒิการศึกษาแยกกันมากกว่า 1 ใบ
สำหรับรายละเอียดว่าปริญญาบัตรจะมีชื่อและตราของทั้ง 3 มหา’ลัยอย่างไร นักศึกษาจะสังกัดสถาบันใด เรียนที่ใดบ้าง และแต่ละมหา’ลัยรับผิดชอบรายวิชาส่วนใด ยังต้องรอข้อกำหนดในหลักสูตรฉบับสมบูรณ์และประกาศอย่างเป็นทางการ
ทำไมต้องร่วมกันถึง 3 มหา’ลัย?
การเปิดหลักสูตรเภสัชศาสตร์ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งอาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิตรงสาขา ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการจำลอง และเครือข่ายฝึกวิชาชีพ
รูปแบบความร่วมมืออาจช่วยให้ทั้ง 3 มหา’ลัยสามารถแบ่งปันจุดแข็ง เช่น
- บุคลากรและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
- ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวิทยาศาสตร์
- โรงพยาบาลและร้านยาที่เป็นแหล่งฝึก
- ระบบสนับสนุนการเรียนการสอน
- งานวิจัยด้านยาและสุขภาพ
- เครือข่ายบริการสุขภาพในแต่ละภูมิภาค
- งบประมาณและทรัพยากรสำหรับพัฒนาหลักสูตร
หากดำเนินการได้ตามมาตรฐาน โมเดลนี้อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง โดยไม่ต้องกระจุกตัวอยู่เฉพาะมหา’ลัยขนาดใหญ่
แต่การใช้ทรัพยากรร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะลดเกณฑ์มาตรฐานลง เพราะทุกส่วนของหลักสูตรยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและรับรองตามข้อกำหนดของวิชาชีพ
ยังไม่ใช่หลักสูตรที่เปิดรับสมัครแล้ว
จากข้อมูลที่เผยแพร่ ณ วันที่จัดทำบทความ ความร่วมมือดังกล่าวอยู่ในขั้นการลงนามและเตรียมพัฒนาหลักสูตร ยังไม่มีการประกาศข้อมูลสำคัญ เช่น
ดังนั้น น้อง ๆ ไม่ควรส่งเอกสาร สมัครเรียน หรือชำระเงินให้แก่บุคคลหรือเพจที่อ้างว่าเปิดรับสมัครหลักสูตรนี้แล้ว จนกว่าจะมีประกาศจากมหา’ลัยและระบบรับสมัครอย่างเป็นทางการ
เปิดหลักสูตรเภสัชศาสตร์ใหม่ต้องผ่านอะไรบ้าง?
หลักสูตรเภสัชศาสตร์เป็นหลักสูตรวิชาชีพควบคุม การลงนาม MOU ระหว่างมหา’ลัยจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าหลักสูตรจะเปิดสอนได้ทันที
โดยภาพรวมต้องผ่านกระบวนการสำคัญ ได้แก่
สภาเภสัชกรรมมีแบบคำขอและแบบประเมินสำหรับรับรองสถาบันผลิตบัณฑิต รวมถึงการให้ความเห็นชอบหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิตโดยเฉพาะ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบเอกสารด้านการรับรองได้ที่งานการศึกษา สภาเภสัชกรรม
นอกจากนี้ สภาเภสัชกรรมยังมีแนวทางพิจารณาสถาบันที่ต้องการเปิดหลักสูตรใหม่โดยตรง ตามประกาศสภาเภสัชกรรม ที่ 29/2568
หลักสูตรเภสัชศาสตร์ต้องเรียนกี่ปี?
หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิตในประเทศไทยเป็นหลักสูตรวิชาชีพ 6 ปี โดยมีทั้งการเรียนภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ และการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพในสถานการณ์จริง
สภาเภสัชกรรมกำหนดโครงสร้างหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิตหลักสูตร 6 ปี เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้และสมรรถนะเพียงพอต่อการประกอบวิชาชีพ รายละเอียดสามารถตรวจสอบจากประกาศเรื่องโครงสร้างหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต
สำหรับสาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม เนื้อหาจะมุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยด้านยา เช่น
- การประเมินความเหมาะสมของการใช้ยา
- การติดตามผลการรักษาและอาการไม่พึงประสงค์
- การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย
- การทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล และทีมสุขภาพ
- การบริหารจัดการยาในโรงพยาบาลและชุมชน
- การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
เรียนจบแล้วเป็นเภสัชกรได้ทันทีหรือไม่?
การสำเร็จการศึกษาระดับเภสัชศาสตรบัณฑิตเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้หมายความว่าจะประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมได้ทันที
ผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีคุณสมบัติตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด ผ่านการประเมินหรือการสอบที่เกี่ยวข้อง และได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม จึงจะสามารถปฏิบัติงานในฐานะเภสัชกรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นั่นหมายความว่า ก่อนตัดสินใจสมัคร น้อง ๆ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า
- หลักสูตรได้รับความเห็นชอบตามเกณฑ์
- สถาบันได้รับการรับรองให้ผลิตบัณฑิตเภสัชศาสตร์
- ปริญญาที่ได้รับเข้าเงื่อนไขการสมัครสอบและขึ้นทะเบียน
- รุ่นที่เข้าศึกษาอยู่ภายในช่วงเวลาที่ได้รับการรับรอง
สภาเภสัชกรรมเผยแพร่รายชื่อสถาบันที่ได้รับการรับรองปริญญาเป็นรายปี ปัจจุบันหน้าเว็บไซต์ระบุข้อมูลสถาบันที่ได้รับการรับรองสำหรับปีการศึกษา 2569 จำนวน 25 แห่ง ซึ่งผู้สมัครควรตรวจสอบรายชื่อฉบับล่าสุดอีกครั้งก่อนตัดสินใจเรียนที่เว็บไซต์สภาเภสัชกรรม
ประเทศไทยขาดแคลนเภสัชกรจริงหรือไม่?
ข้อมูลที่มักถูกนำมาอ้างถึงมาจากการชี้แจงของสภาเภสัชกรรมเมื่อปี 2567 ซึ่งระบุว่า จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนทั้งหมดไม่ควรถูกตีความว่าเป็นจำนวนเภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาลและร้านยา เพราะเภสัชกรกระจายตัวไปทำงานในหลายภาคส่วน
ข้อมูลในขณะนั้นประเมินว่า ประเทศไทยมีเภสัชกรในภาคบริการ ซึ่งรวมโรงพยาบาลและร้านยา ประมาณ 24,000 คน ขณะที่เป้าหมายในปี 2577 อยู่ที่ประมาณ 34,000 คน หรือสัดส่วนเภสัชกร 1 คนต่อประชากร 2,000 คน จึงประเมินว่ายังขาดอีกราว 10,000 คน อ่านข้อมูลจาก Hfocus
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนกำลังคนในภาคบริการจากปี 2567 ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนเภสัชศาสตร์ทุกคนจะมีตำแหน่งงานรองรับโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
- การกระจายตัวของเภสัชกรในแต่ละพื้นที่
- จำนวนตำแหน่งและงบประมาณของหน่วยงานรัฐ
- ความต้องการของโรงพยาบาลและร้านยา
- จำนวนบัณฑิตใหม่ในแต่ละปี
- การเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพ
- ความต้องการในอุตสาหกรรมยา งานวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแล
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความต้องการกำลังคนคือ ในปี 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดรับพนักงานราชการตำแหน่งเภสัชกรรวม 350 อัตราทั่วประเทศ แต่ตำแหน่งงานดังกล่าวกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีปริญญาเภสัชศาสตร์และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามเกณฑ์ อ่านรายละเอียดการรับสมัคร
5 เรื่องที่ต้องตอบให้ชัดก่อนเปิดรับนักศึกษา
1. ใครเป็นเจ้าของและรับผิดชอบหลักสูตร?
ต้องระบุให้ชัดว่าหน่วยงานใดเป็นผู้บริหารหลักสูตร นักศึกษามีสถานภาพอยู่กับมหา’ลัยใด และหากเกิดปัญหาด้านการเรียนหรือสิทธิของนักศึกษา ต้องติดต่อที่ใด
2. เรียนที่ไหนและต้องเดินทางอย่างไร?
เมื่อเป็นความร่วมมือ 3 มหา’ลัย ต้องชี้แจงว่านักศึกษาจะเรียนอยู่ที่สถาบันเดียวหรือเดินทางระหว่างจังหวัด รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านที่พักและการเดินทาง
3. มีอาจารย์และห้องปฏิบัติการเพียงพอหรือไม่?
การเรียนเภสัชศาสตร์ต้องใช้อาจารย์ที่มีคุณวุฒิตรงสาขา ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือเฉพาะทาง ไม่สามารถพึ่งพาการสอนออนไลน์หรือการเดินทางมาสอนเป็นครั้งคราวเพียงอย่างเดียวได้
4. มีแหล่งฝึกที่ได้รับมาตรฐานครบหรือไม่?
นักศึกษาต้องผ่านการฝึกวิชาชีพกับสถานพยาบาล ร้านยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรจึงต้องมีแหล่งฝึกเพียงพอกับจำนวนนักศึกษาและครอบคลุมสมรรถนะที่กำหนด
5. ปริญญาร่วมใช้สอบใบอนุญาตได้หรือไม่?
นี่คือคำถามสำคัญที่สุดสำหรับผู้สมัคร หลักสูตรต้องผ่านการรับรองและปริญญาต้องเข้าเกณฑ์ของสภาเภสัชกรรม เพื่อให้บัณฑิตมีสิทธิสมัครสอบและขอขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพ
ข้อดีและโจทย์ท้าทายของโมเดล “3 มหา’ลัย–1 ปริญญา”
โอกาสที่อาจเกิดขึ้น
- กระจายโอกาสเรียนสายสุขภาพสู่ภูมิภาค
- ใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละมหา’ลัยร่วมกัน
- ลดการลงทุนซ้ำซ้อนในบางด้าน
- ขยายเครือข่ายโรงพยาบาลและแหล่งฝึก
- ส่งเสริมงานวิจัยและบริการวิชาการในท้องถิ่น
- ผลิตบุคลากรที่เข้าใจปัญหาสุขภาพของชุมชน
โจทย์ที่ต้องบริหารให้ได้
นักเรียนที่สนใจควรติดตามอะไรต่อ?
น้อง ๆ ที่สนใจหลักสูตรนี้ควรรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการในประเด็นต่อไปนี้
ช่องทางที่ควรตรวจสอบเป็นหลัก ได้แก่
- มหา’ลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
- มหา’ลัยราชภัฏสกลนคร
- มหา’ลัยราชภัฏชัยภูมิ
- สภาเภสัชกรรม
- ระบบรับสมัครอย่างเป็นทางการของแต่ละมหา’ลัย
- ระบบ TCAS เมื่อมีประกาศเปิดรับจริง
สรุป
ความร่วมมือของมหา’ลัยราชภัฏสกลนคร เพชรบูรณ์ และชัยภูมิ ถือเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจของการจัดการศึกษาสายสุขภาพในรูปแบบ Joint Degree ภายใต้แนวคิด “หนึ่งหลักสูตร หนึ่งปริญญา สามมหาวิทยาลัย”
หากสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยรักษามาตรฐานอาจารย์ ห้องปฏิบัติการ แหล่งฝึก และระบบประกันคุณภาพได้จริง โครงการนี้อาจช่วยกระจายโอกาสการเรียนเภสัชศาสตร์ไปสู่ภูมิภาคและสนับสนุนการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ
แต่สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจ ต้องย้ำอีกครั้งว่า ขณะนี้ยังเป็นขั้นเตรียมพัฒนาหลักสูตร ไม่ใช่ประกาศเปิดรับสมัคร ควรรอข้อมูลเรื่องการรับรองหลักสูตร ปีที่เปิดสอน ค่าเล่าเรียน เกณฑ์ TCAS และสิทธิในการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากหน่วยงานทางการให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ