Cover Image

“เด็กสมบูรณ์” ในมือเจน 3 "วสุพล" เล่าจุดเริ่มต้น นาทีพลิกผัน ลุย e-commerce ขายซีอิ๊วบนออนไลน์

ท็อป-วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการบริหาร และผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 ของเด็กสมบูรณ์ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่สร้างภาพจำให้กับคนรุ่นใหม่ หรือ คนไถโซเชียลจากการเล่าเรื่องกิจการธุรกิจครอบครัวผ่านคลิปสั้นในโซเชียลมีเดีย

ในวันที่เขาย้อนกลับมาเล่าจุดเริ่มต้นการกลับมาทำงานในธุรกิจครอบครัว หลังใช้ชีวิตและมีการงานรายได้ดีในสหรัฐอเมริกา เขาบอกบนเวทีงานเปิดตัว Thaimaer Seller App เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 ณ สเฟียร์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ว่า เขาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของโรงงานซีอิ๊วเด็กสมบูรณ์

ต้นตระกูลเป็นช่างไม้จากเมืองจีนนั่งเรือมาลงที่ประเทศไทย และรุ่นปู่ก็มาบุกเบิกทำซีอิ๊วและรุ่นพ่อเป็นคนนำซีอิ๊วไปขายต่างประเทศ จนกระทั่งมารุ่นตนเองที่ทำให้ซีอิ๊วเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทำซีอิ๊วเม็ด ทำสื่อโซเชียล และขายออนไลน์ ในวันที่ธุรกิจนี้เดินทางมายาวนาน 80 ปี

ธุรกิจ 80 ปี กับ ความท้าทายในทายาทรุ่น 3

จุดเริ่มต้นของเด็กสมบูรณ์ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจบนกระดาษ แต่เกิดจากการรักและการสังเกตของคุณปู่ ที่เห็นภาพคุณย่าทวดเหยาะซีอิ๊วลงในข้าวต้มให้เด็ก ๆ ทานจนอ้วนท้วน สมบูรณ์ กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่โลโก้เด็กอ้วนถือขวดซีอิ๊ว ในปี 1947 สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีชีวิต เต็มไปด้วยความหมายของการกินดีอยู่ดี

จากรุ่นแรกที่สร้างรากฐาน ไปสู่รุ่นสองที่ขยายฐานการส่งออก และมายังท็อป-วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญ มักมีความกังวลเรื่อง “อาถรรพ์รุ่นที่สาม” (รุ่นแรกสร้าง รุ่นสองขยาย รุ่นสามทำพัง) ซึ่งเกิดจากช่องว่างระหว่างวัยและการยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่กรณีศึกษาของท็อป แสดงให้เห็นว่าการเป็นทายาทธุรกิจไม่ใช่ “ทางลัด” แต่เป็น “บททดสอบอันเคี่ยวกรำ” ที่ต้องเริ่มต้นพิสูจน์ด้วยการสร้างศรัทธา

สร้าง Respect และ Trust ผ่านการทำงานจริง

การทรานสฟอร์มองค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สิ่งที่สำคัญกว่า “เทคโนโลยี” และ “สร้างความไว้วางใจ (Trust)” ภายในองค์กร

ท็อป เริ่มต้นด้วยการทิ้งโอกาสทองจากบริษัทระดับโลกอย่าง Salesforce ในซานฟรานซิสโก มาเผชิญกับความท้าทายในธุรกิจครอบครัว

บทเรียนแรกคือ “การเจรจาธุรกิจกับครอบครัว” เมื่อพ่อเสนอเงินเดือนเพียง 25,000–30,000 บาท เขาต้องนำสลิปเงินเดือนจากตลาดแรงงานต่างประเทศมาใช้ต่อรอง

เมื่อต้องเลือกที่จะสลาย “อีโก้” ของทายาท ท็อป เลือกสร้าง “บารมี” ผ่านการปฏิบัติงานจริงอย่างเข้มงวด

เริ่มต้นจากการติดฉลากขวดในสายการผลิต เพื่อเข้าใจกระบวนการเล็ก ๆ ทำหน้าที่ Checker ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าในคลังสินค้า ขับรถส่งของและเดินสายเก็บเงินตามร้านค้าด้วยตนเอง เพื่อสัมผัส Pain Point ของคู่ค้า เข้างาน 7 โมงเช้าและกลับหลัง 3 ทุ่มทุกวัน ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้งาน แต่คือการแสดงให้พนักงานรุ่นเก่าเห็นถึงความมุ่งมั่น

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนผ่าน “วัฒนธรรมการสื่อสาร” ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ ท็อป เลือกที่จะไม่เรียก “ป๊า” หรือ “ม้า” ในที่ประชุม แต่เรียกชื่อจริง–นามสกุลของคุณพ่อ เพื่อแยก “เรื่องงาน” ออกจาก “เรื่องบ้าน” อย่างเด็ดขาด และเขามองว่า เรื่องเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

เข้าสู่ E-Commerce และใช้นวัตกรรมแก้โจทย์คอขวดทางโลจิสติกส์

ท็อปเล่าว่า หลังจากมาทำงานธุรกิจครอบครัวสักพัก ก็มีความคิดจะขายช่องทางออนไลน์ และก็รู้ว่าสินค้า FMCG เผชิญกับ Pain Point เดิม คือ “น้ำหนักมากแต่ราคาต่ำ” ซีอิ๊วขวดหนึ่งหนัก 500 กรัมราคาเพียง 50 บาท

เมื่อเข้าสู่ E-Commerce ค่าขนส่งกลายเป็นตัวแปรที่กัดกินกำไร มาร์จินแทบไม่เหลือ ท็อป จึงใช้ “นวัตกรรม” เป็นตัวนำทาง สร้าง “ซีอิ๊วเม็ด” (Soy Sauce Pellet) ด้วยการตัด “น้ำ” ซึ่งเป็นส่วนเกินในการขนส่งออกไป นำไปสู่การพัฒนาซีอิ๊วในรูปแบบเม็ดที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกในการพกพาและลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมหาศาล

เขาเล่าว่า ยอดขายออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential) ที่ 100%–300% ต่อปี จากหลักหมื่นเป็นเกือบ 10 ล้านต่อเดือน และในช่วงแรกๆ เขาลงมือจดทะเบียนและกรอกข้อมูลบนแพลตฟอร์มด้วยชื่อตนเองด้วยซ้ำ เพื่อจะได้เข้าใจกลไกการทำงานอย่างถ่องแท้ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ทีมงาน

โดยเขาชี้ว่า นี่คือ “จิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้” ของการบริหารธุรกิจยุคใหม่

มิติใหม่แห่งการสร้างแบรนด์: การเปลี่ยนโลโก้ 80 ปี ให้มีลมหายใจ

เพื่อให้แบรนด์อายุ 80 ปี สามารถเชื่อมต่อกับ Generation ใหม่ได้ จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ “Branding as a Person” หรือ การสร้างตัวตนให้แบรนด์มีชีวิต ด้วยงบประมาณโฆษณาเพียง 0 บาท ท็อป มองเห็น Insight ว่าซีอิ๊วหวานมีรสชาติคล้าย “Salted Caramel” จึงตัดสินใจเปลี่ยนสูตรหวานเป็นรูปไอศกรีม สร้าง Social Challenge กับ Presenter ที่เป็นคนจริง (เช่น น้องธีร์-น้องพีร์ รวมถึง พีพี กฤษฏ์) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขี้เล่นและเข้าถึงง่าย

และแคมเปญนั้นก็เป็นกระแสไวรัล 7–8 ล้านวิว ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์สินค้าจากเครื่องปรุงรสคาวเป็นขนมหวานพรีเมียม ขายได้กว่า 400,000–500,000 ถ้วย

อีกด้านหนึ่ง ท็อป ทำ Personal Branding เป็นหน้าตาให้แบรนด์ สร้างสะพานเชื่อมความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค Gen Z ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยอมรับว่า หวงแหนความเป็นส่วนตัวมาก แต่ก็คิดว่า “นี่ไม่ใช่ Ego” และ “นี่คือการสร้างเพื่อองค์กร ไม่ใช่เพื่อตัวเอง”

ทางรอดแบรนด์ไทย ผลักดัน Soft Power บนแพลตฟอร์ม ไทยมาร์ท

อีกด้านหนึ่ง นอกจากการสร้างแบรนด์ คือการมีตลาด หรือ แพลตฟอร์มที่จะช่วยธุรกิจ ซึ่งเขาเล่าว่า ปัจจุบัน ตลาด E-Commerce ไทยกำลังเผชิญกับการรุกคืบหนักจาก “ทุนต่างชาติ” ซึ่งใช้ AI สร้างชื่อสินค้า เลียนแบบแบรนด์ไทย และล็อกคิว Creator ระดับท็อป

ที่รุนแรงคือ โครงสร้างราคาถูกบีบจากแพลตฟอร์มต่างชาติผ่านค่า GP ที่สูง ซึ่งคนในแวดวงรู้กันว่าเราจะมี Back Margin (7–10%) และ Front Margin (กว่า 20%) รวมแล้วสูงมาก และเป็นตัวบีบให้ผู้ผลิตต้องตั้งราคาเพิ่มขึ้นไปสู่ผู้บริโภค

ดังนั้น การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มไทยมาร์ท สำหรับเขาจึงตอบโจทย์ผู้ผลิตชาวไทย ที่จะได้มีแพลตฟอร์มที่รับรองได้ว่า มีสินค้าเป็นของแท้ ไม่เก็บ GP ผู้ขาย ซึ่งจะมีผลต่อโครงสร้างราคาที่ส่งทอดไปยังผู้ซื้อผ่านแพลตฟอร์มด้วย

ยิ่งในอนาคตเทรนด์การตลาดมีความ Niche มากขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายก็ต้องมีสินค้าที่ตอบโจทย์ต่อผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้ ด้วยเหตุนี้ “เด็กสมบูรณ์” จึงมีกลยุทธ์ คือ จะไม่เป็นปลาใหญ่ แต่จะเป็นปลาเล็กหลายๆ ตัว ที่ไปได้ไว ลดสเกล เพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กร เพื่อให้ขยับได้ไว

อีกด้านคือความภาคภูมิใจที่ “เด็กสมบูรณ์” ภายใต้บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เป็นบริษัทคนไทย 100% อยู่คู่ทุกจานอาหารทุกความสุข ท็อป เปรียบเทียบไว้น่าสนใจว่า รัฐบาลผลักดันเรื่อง Soft Power ในหลากหลายรูปแบบ และวัฒนธรรมอาหารก็เป็นสิ่งที่จะพาประเทศไทย รสชาติไทยผ่านเครื่องปรุงไทยออกมาไปสู่โลกได้ เป็น Sauce Power ใน Soft Power นั้น

“เรารอคอยแอปพลิเคชั่นคนไทยมานาน อันแรกคือ เจ้าของเป็นคนไทยที่จะช่วยคนไทย มาสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจด้วยกัน อันดับที่สอง เรื่องของโอกาส ที่จะทำให้หลายแบรนด์ได้เติบโต และเชื่อว่าหลายแบรนด์ต้องการสู้กับของลอกเลียนแบบและมีแพลตฟอร์มที่ช่วย verify ให้ผู้ซื้อ ซึ่งการมีไทยมาร์ทเข้ามาจะเป็นอีกช่องทางช่วยได้มากๆ นอกเหนือจากเรื่องราคาสินค้า” ท็อป-วสุพล กล่าวปิดท้าย

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

Back To Top