Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก 1.7 พันล้านบาท ชี้ถึงความเสี่ยงอะไรในวงการคริปโตฯ ไทย - BBC News ไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
เวลาอ่าน: 10 นาที
ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหนังสือกล่าวโทษต่อบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และอดีตกรรมการบริษัทอีก 2 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา นายสกลกรย์ สระกวี อดีตกรรมการบริษัทบิทคับฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกล่าวโทษ ก็ออกมาอัดคลิปชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝั่งบริษัทโดยทันที
จากแถลงการณ์ของ ก.ล.ต. พบว่า ในช่วงเดือน พ.ค. 2564 มีทรัพย์สินดิจิทัลทั้งหมด 16 สกุล มูลค่ารวมราว 1.7 พันล้านบาท ถูกโจรกรรมผ่านการโจมตีทางไซเบอร์บนแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของบิทคับ แม้ต่อมา ก.ล.ต. จะพบว่า บริษัทสามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมไปได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2564 ทว่าบริษัทกลับไม่ได้แจ้ง ก.ล.ต. ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ก.ล.ต. กล่าวโทษว่าการกระทำของบิทคับเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. อันเป็นความผิดตามมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ขณะที่การกระทำของ นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ กรรมการของบิทคับในเวลานั้น ที่เป็นผู้รับผิดชอบเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. จะเข้าข่ายเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลใด ๆ อันเป็นความผิดตามมาตรา 88(2) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 88 วรรคท้าย คือมีโทษจำคุกระหว่าง 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 - 1,000,000 บาท
คำแถลงจากบิทคับ

ที่มาของภาพ, Bitkub
นายสกลกรย์ เริ่มต้นวิดีโอด้วยการบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นผ่านมานานแล้ว พร้อมอธิบายว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2564 ซึ่งบริษัทถูกแฮกจริง ๆ จากนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัททุกคนจึงตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว "ในการซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดตั้งแต่ในปีนั้นเลย"
อดีตกรรมการบิทคับฯ รายนี้เสริมว่า ก.ล.ต. เพิ่งเริ่มเข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าของบริษัทจริง ๆ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา
บีบีซีไทยตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า คำพูดของนายสกลกรย์ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีข้อมูลปรากฏบนโลกออนไลน์ว่าแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งในไทยถูกแฮก และ ก.ล.ต. ก็ออกมาแถลงว่ากำลังมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุในตอนนั้นว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ณ วันที่ 8 ก.ย. 2568 นั้น มีความปลอดภัยครบถ้วน
อย่างไรก็ดี นายสกลกรย์ยอมรับความผิดเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงจากสาธารณชนและ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวว่า ระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มนั้นมีครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และ "บิทคับเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย" แต่เพราะเขากังวลว่าลูกค้าจะได้รับผลกระทบทันทีหากทราบเรื่อง
"ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ในอดีตลูกค้าจะตื่นตกใจ ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะสูญเงิน คนจะแห่ถอนเหรียญ เทขายเหรียญ ราคาเหรียญจะดิ่งลง สมมติราคาตอนนี้หนึ่งล้านบาทจะเหลือสองแสนนะครับ เกิดความโกลาหลเกิดขึ้นแล้วก็จะลามเป็นลูกโซ่ ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าแบงก์รัน (bank run)" นายสกลกรย์ กล่าว
เขาเสริมว่า หากวันนั้นบิทคับมีการเปิดเผยข้อมูลจริง จะทำให้เกิดวิกฤตตามมาและจะเกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง พร้อมปิดท้ายว่าเขาคือผู้รับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว และพร้อมรับผลของการกระทำของตัวเอง
'แบงก์รัน' คืออะไร เกิดขึ้นได้จริงไหมกับแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัล
หนึ่งในคำสำคัญที่นายสกลกรย์ใช้เพื่ออธิบายการกระทำของตัวเอง คือปรากฏการณ์ที่ลูกค้าเกิดความตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินออกมาจากระบบจนหมดและกระทบเป็นลูกโซ่ ที่เขาเรียกว่า แบงก์รัน (bank run) ซึ่งอ้างอิงมาจากปรากฏการณ์ในภาคการธนาคาร
เดวิด แลม นักวิจัยจากโครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และนโยบายดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับบีบีซีไทยว่า ในมิติดั้งเดิมของแวดวงธนาคาร ภาวะแบงก์รันเกิดขึ้นเพราะตามปกติธนาคารจะนำเงินฝากที่ได้รับมาไปปล่อยกู้ แล้วถ้าลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้เป็นวงกว้าง เช่น ช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน ธนาคารก็จะขาดสภาพคล่อง หากในเวลาเช่นนี้ คนแห่กันไปถอนเงิน ธนาคารก็จะมีเงินไม่เพียงพอให้คนที่มาถอนเงิน
ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาวะแบงก์รันนั้นเป็นเรื่องของความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) หรือหมายความว่าปรากฏการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับธนาคารหลายแห่งพร้อมกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นกับธนาคารแค่แห่งเดียว
"เมื่อแบงก์หนึ่งล้ม สิ่งที่เขากลัวก็คือแบงก์อื่นจะล้มตามไปด้วย นี่คือความหมายของคำว่าแบงก์รันแต่ถ้าแบงก์เราเจ๊งแบงก์เดียว แล้วแบงก์อื่นเขาไม่สะเทือน อย่างงี้เราไม่เรียกแบงก์รัน เราก็เรียกแบงก์เราเจ๊ง" ศ.ดร.อาณัติ อธิบายกับบีบีซีไทย
สำหรับมิติของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว กรรมการจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่า ภาวะแบงก์รันที่ถูกอ้างถึงในกรณีของบิทคับมีความแตกต่างจากแบงก์รันในภาคการธนาคารอยู่ เนื่องจากตามกฎหมาย ธนาคารสามารถนำเงินฝากไปบริหารจัดการเพื่อหารายได้ต่อได้ หรือก็คือการที่ธนาคารนำเงินฝากที่ได้มาไปปล่อยกู้ต่อนั่นเอง ทว่าสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัล (crypto exchange) ตามมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น
"เอ็กซ์เชนจ์มีหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าให้ปลอดภัย ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น สมมติว่าถ้าเกิดมีคนถอนเยอะ ๆ ในกรณีที่ถ้าเงินอยู่ครบ… สิ่งที่เกิดขึ้นคือสินทรัพย์ทุกอย่างต้องพร้อมให้ถอนและต้องถอนได้ อาจจะมีล่าช้าบ้างแต่สุดท้ายคือเงินต้องอยู่ครบ มันเป็นหลักการที่ต่างกันระหว่างธนาคารกับเอ็กซ์เชนจ์" พีรพัฒน์ ชี้
บีบีซีไทยถามกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยผู้นี้ต่อไปว่า สมมติในวันที่บริษัทโดนแฮก แล้วมีการประกาศข่าวออกไปให้รับทราบโดยทั่วกัน และมีลูกค้าแห่มาถอนเงินกันจริง ๆ โดยที่ทางบริษัทยังไม่สามารถหาเงินมาเติมได้จะเกิดอะไรขึ้น
พีรพัฒน์ตอบว่า "ถ้าทุกคนแห่กันถอนจนหมดจริง ๆ ก็ใช่ เอ็กซ์เชนจ์ล่ม"
ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ในกรณีที่เป็นเช่นนั้นจริง ผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้างแน่นอน เนื่องจากบิทคับครองสัดส่วนตลาดสูงในตลาดแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัลไทย แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่คำว่า 'แบงก์รัน' อยู่ดี
"ถามว่าถ้าเขาล้ม ก็ต้องบอกว่ามันคือผลกระทบใหญ่ แต่การใช้ศัพท์คำว่าแบงก์รัน ว่ามันจะกระเทือนไปอย่างอื่น ผมก็เลยต้องแก้ด้วยวิธีการนี้ เพื่อเอาผลประโยชน์ประเทศชาติมาเป็นข้ออ้าง มันฟังดูไม่เมคเซนส์ (ไม่สมเหตุสมผล)" ศ.ดร.อาณัติ กล่าว
การเติมเงิน 1.7 พันล้าน คือหน้าที่-ความรับผิดชอบ หรือการเอาตัวรอด ?
สำหรับประเด็นที่เหล่าผู้ร่วมก่อตั้งบิทคับช่วยกันนำเงินของตัวเองมาซื้อเหรียญที่ถูกแฮกไปเพื่อไม่ให้มีผู้ใช้บริการเสียผลประโยชน์นั้น หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ. ชี้ว่านี่เป็นหน้าที่ที่แพลทฟอร์มพึงกระทำอยู่แล้ว เพราะมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ชี้ชัดว่า "ทรัพย์สินของลูกค้าที่อยู่ในบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นทรัพย์สินของลูกค้า"
ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อบิทคับทำเหรียญของลูกค้าหาย แม้จะเป็นไปเพราะถูกโจรกรรม "บิทคับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย… ดังนั้นการจงใจปกปิดโดยอ้างว่ากลัวแบงก์รัน มันจึงเป็นเหตุที่ไม่ควร… เมื่อคุณไปทำทรัพย์สินของเขาหาย แทนที่คุณจะประกาศว่าจะแก้ไขปัญหาว่าไม่ต้องกลัวนะครับ ผมยินดีจะชดเชย นี่ต่างหากคือสิ่งที่พึงกระทำ"
เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์นั้น เป็นช่วงเดียวกับที่บิทคับกำลังจะมีดีลธุรกรรมใหญ่ที่ข่าวการแฮกนั้นอาจส่งผลกับธุรกิจโดยตรงได้
ข้อสังเกตแรกของ ศ.ดร.อาณัติ คือในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 บิทคับมีการออกเหรียญ KUB ของตัวเองเข้ามาให้ผู้ใช้งานซื้อขายได้ ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ โดยราว 1 ปี ถัดมา ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ และกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 5 ราย รายละ 2,533,500 บาท รวมกว่า 15.2 ล้านบาท ฐานอนุมัติเหรียญ KUB เข้าซื้อขายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ และไม่คำนึงถึงมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ก่อนที่ต่อมาวันที่ 30 มิ.ย. 2565 คณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีคำสั่ง (ตามมาตรา 35) ให้บิทคับแก้ไขการคัดเลือกและอนุมัติเหรียญ KUB ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ภายใน 30 วัน
ขณะที่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 ก็มีรายงานข่าวทั้งจากสื่อมวลชนและตัวบิทคับเอง ที่ระบุว่า คณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มีมติอนุมัติให้ SCBS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.78 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ดีลนี้ล่มในปีถัดมา
ด้าน เดวิด แลม เสริมว่าในระดับโลกมีหลายกรณีที่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกโจรกรรมผ่านทางไซเบอร์ แล้วก็มีทั้งแพลตฟอร์มที่ออกมาประกาศทันทีพร้อมเสนอแนวทางการรับผิดชอบ รวมไปถึงแพลตฟอร์มขนาดเล็กกว่าที่เลือกปิดเงียบไป
แลม ชี้ว่า กรณีอย่างบายบิท (Bybit) แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาทไทยนั้น ฝั่งผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเลือกที่จะออกมาแถลงความจริงทันทีและระบุว่าบริษัทจะคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ก่อตั้งบายบิทอย่าง เบน โจว เลือกเดินทางนี้ เมื่อเทียบกับกรณีของบิทคับ แลม วิเคราะห์ว่า เพราะแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลรายนี้มีขนาดใหญ่มาก และผู้คนเองก็เห็นธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกตินี้บนบล็อกเชนโดยทันที "เขาจึงต้องรีบออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่า 'เราโดนแฮกนะ แต่เรามีแผนรองรับ เรามีสินทรัพย์พอ หรือเราได้ bridge loan (เงินกู้ระยะสั้น) มาเติมแล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เงินคืนครบ ไม่ต้องกังวล'"
เมื่อเทียบกับไทย แลมชี้ว่า บิทคับนับว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก และในตอนที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์ผู้ใช้งานก็อาจไม่ได้รู้สึกผิดปกติใด ๆ จึงทำให้ "ตอนนั้นอาจจะยังไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของคนทั่วไป เขาเลยประคองตัวไปได้โดยไม่มีคนจับได้"

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับพีรพัฒน์ จากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่าต้องแยกประเด็นการปกปิดข้อมูลออกจากการรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ
"บอกตามตรง มิตินี้ถ้าเทียบกันแล้ว ถือว่าดีกว่ากรณี Zipmex เยอะมาก… เพราะสุดท้ายผลที่เกิดกับประชาชนมันรุนแรง ลองคิดภาพกรณี Zipmex มีการกล่าวโทษเยอะแยะเลย แต่สุดท้าย ก.ล.ต. ปรับไม่กี่บาทเมื่อเทียบกับความเสียหาย แล้วถามว่าประชาชนได้เงินคืนไหม ก็ไม่ได้คืน พูดง่าย ๆ คือมันระบุว่าความผิดมีอยู่จริง แต่เงินก็ไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้"
พีรพัฒน์ อธิบายโดยชี้ว่า ที่ผ่านมามีแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกแฮกมากมาย ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในกรณีที่เปิดเผย ลูกค้ารายย่อยที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือ
"ก็ต้องยอมรับว่าตรงนี้ถือว่า สปิริตดีมาก อันนี้ต้องยอมรับเลย แต่ว่ามันคือคนละเรื่องกับการที่เขาปกปิดข้อมูลแล้วก็อ้างว่าทำไปเพื่อลูกค้า คือพูดง่าย ๆ คือเหมือนกับว่าเขาเอาเงินมาเติม ตรงนี้มันเป็นการทำเพื่อบริษัทเขา… ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องวงการ ถามว่าเกี่ยวกับลูกค้าไหม ก็เกี่ยวเพราะเป็นลูกค้าของเขา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับวงการอยู่ดี" พีรพัฒน์ กล่าว
ก.ล.ต. บกพร่องหรือไม่ ดำเนินการหลังผ่านไป 5 ปี
หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นมาจากกรณีนี้คือเหตุใด ก.ล.ต. จึงใช้เวลาร่วม 5 ปี กว่าจะพบความผิดปกติหรือการปลอมแปลงข้อมูลที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ทุกฝ่ายกำลังพูดถึงระบบที่อิงอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ดังนั้น เม็ดเงินที่อยู่ดี ๆ หายไป 1.7 พันล้านบาท สามารถเล็ดลอดสายตาของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ได้ง่ายเช่นนั้นเลยหรือ
ถ้อยแถลงของบิทคับที่ระบุว่าเพิ่งมีการตรวจสอบช่วงเดือน ก.ย. 2568 สอดคล้องกับสิ่งที่ พีรพัฒน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ก.ล.ต. น่าจะเพิ่งลงมาดูประเด็นนี้หลังมีเอกสารรั่วไหลออกมา หรือหมายความว่า กว่า ก.ล.ต. จะรู้ตัวจริง ๆ ก็คือ 4 ปีหลังเกิดเหตุแล้ว
เมื่อสอบถามประเด็นนี้ต่อ ศ.ดร.อาณัติ เขาอธิบายว่า โดยปกติแล้ว สำหรับการควบคุมดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. จะดูจากรายงานที่บริษัทส่งมา แล้วหากพบว่ามีความผิดปกติหรือมองว่าไม่น่าเชื่อถือจึงสามารถตามกลับไปเช็คได้
"ถ้าผมเป็น ก.ล.ต. แล้วบอกว่าผมไม่เชื่อที่บิทคับรายงาน ผมเข้าไปที่ Blockchain.com ผมก็ไปไล่กวาดทุกธุรกรรมว่าตอนนี้ถือ Bitcoin อยู่เท่าไหร่ ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ถามว่าทำแล้วผมจะรู้ไหมว่าอันไหนเป็นเงินลูกค้าเท่าไหร่ เงินบริษัทเท่าไหร่ ก็ไม่รู้อยู่ดี และผมเชื่อว่า ก.ล.ต. ไม่ได้ไปเช็กแบบนั้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เขาอาจไม่ถนัด ขณะที่เอ็กซ์เชนจ์หรือหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศเขาจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า blockchain analytics พอของเราไม่มี เราก็เชื่อตามที่เขารายงาน แล้วก็พยายามบังคับให้เขารายงานอย่างละเอียด มันก็อารมณ์เหมือนกรณีหุ้นทิพย์ที่พูดถึงกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือคุณรายงานอะไรมา ผมเชื่อคุณไปก่อน แต่ถ้าคุณผิด คุณผิดกฎหมายนะ"
เขาทิ้งท้ายว่า สุดท้ายเมื่อเรื่องเพิ่งมาแดงหรือเริ่มจะมาลงดาบกันตอนนี้ "เรื่องขนาดนี้ ผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้วค่อยกลับมานั่งไล่กัน... มันก็สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล"
ด้าน เดวิด แลม ชี้ว่าหาก ก.ล.ต. ออกมาดำเนินการสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนที่เรื่องเกิดขึ้น เขาจะประเมินให้เกรดสี่เต็มกับหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเสริมว่า การตามกำกับดูแลโดยอิงอยู่กับรายงานที่ได้รับมาทำให้หน่วยงานฯ ต้องพึ่งว่าแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลจะรายงานข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่
"การตรวจแบบนี้ไม่ใช่แค่ดูสินทรัพย์ แต่ต้องรู้หนี้สินด้วย และหนี้สินมาจากการที่เอ็กซ์เชนจ์รายงานเท่านั้น สุดท้ายคุณต้องพึ่งให้เอ็กซ์เชนจ์รายงานยอดเงินฝากลูกค้าอย่างถูกต้อง" แลม กล่าว
เขาเสริมว่า "ผมไม่ทราบว่าตอนนั้น หน่วยงานกำกับดูแลของคุณได้เช็กบนบล็อกเชนหรือทำ due diligence (การสอบทานธุรกิจ) แบบนั้นไหม ถ้าตอนนั้นเขาทำ ผมจะให้เกรด A เลย ดีมาก แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแนวปฏิบัติปกติในตอนนั้นหรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่ควรทำแน่ ๆ แต่ผมคิดว่ามันก็ยากมากสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลที่จะทำ"
บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอความเห็นและคำชี้แจงต่อประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิง อย่างไรก็ดี เราไม่ได้รับการตอบกลับก่อนที่รายงานฉบับนี้จะถูกเผยแพร่