Cover Image

เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว

ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าหนักที่สุดในภูมิภาคเมื่อนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่มีสถานการณ์สงคราม อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน รายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกถึง 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกดดันค่าเงินบาท พร้อมประเมินทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวไว้ดังนี้

เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทรุนแรงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ สัดส่วนการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก ยังทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

ท่าทีดังกล่าวได้เปิดช่องว่างให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้อีก ประกอบกับเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่เริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยกันแล้ว ประเทศไทยกลับมีแนวโน้มที่จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ปัจจุบันไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในภูมิภาค ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedged) ไว้แล้ว จึงไม่ได้ช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Global Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่สูงขึ้นตามแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาท สถานการณ์ดอกเบี้ยไทยที่ต่ำสุดในภูมิภาคยังดึงดูดให้นักลงทุนทำกลยุทธ์ Carry Trade โดยการกู้ยืมเงินบาทที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในกลุ่มประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ละตินอเมริกา หรือประเทศในกลุ่ม EM เอเชีย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

ประเมินแนวโน้ม ระยะสั้นยังอ่อนค่า ระยะยาวยังมีหวังฟื้นตัว

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น วชิรวัฒน์ มองว่าแรงกดดันด้านอ่อนค่าจะยังคงครอบงำตลาด (Dominate) โดยเฉพาะจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ หากการโจมตีในทะเลแดงทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไป 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือรุนแรงจนหายไป 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจดันราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นอีก 15-25 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสทะลุแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก โดยประเมินกรอบระยะสั้นไว้ที่ 33.75 – 34.50 บาทต่อดอลลาร์

ส่วนในระยะกลางถึงยาว เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ โดยขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

ภาพ: k-mookpan / Shutterstock


Back To Top