Cover Image

ป.ป.ส. จับมือภาคี ลุยปราบยาเสพติดเมืองหลวง ยกระดับความปลอดภัยใน 3 เดือน

  1. หน้าหลัก 
  2. อาชญากรรม 
  3. ข่าวอาชญากรรม 

ป.ป.ส. จับมือภาคี ลุยปราบยาเสพติดเมืองหลวง ยกระดับความปลอดภัยใน 3 เดือน

เผยแพร่: 23 ก.ค. 2569 12:46   ปรับปรุง: 23 ก.ค. 2569 12:46   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - ป.ป.ส. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานภาคี เปิดปฏิบัติการ “กรุงเทพ ปลอดภัย” (Safe BKK) ปราบยาเสพติดเชิงรุก มุ่งเน้นความปลอดภัย ยึดอายัดทรัพย์เครือข่าย

วันนี้ (23 ก.ค.) ณ ห้องประชุม อาคาร 1 ชั้น 2 ปปส.กทม. เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) บูรณาการแนวทางการขับเคลื่อนงานและเปิดปฏิบัติการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ภายใต้ชื่อ "OPERATION 90 DAYS" พิฆาตยาเสพติด (ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.69-30 ก.ย.69) โดยมี นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. เป็นประธาน ร่วมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 , นางปารีณา นกจันทร์ พนักงานคุมประพฤติชำนาญการพิเศษ ผู้แทนจากกรมคุมประพฤติ , ว่าที่ ร.ท.ยุทธนา อาจหาญ นักทัณฑวิทยาชำนาญการ ผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมเพื่อมุ่งเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดอย่างเข้มข้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยบูรณาการแนวทางปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่าง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. , กองบัญชาการตำรวจนครบาล , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด , กรมคุมประพฤติ และ กรมราชทัณฑ์ มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการเพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมปฏิบัติการ รายงานผลทุกสัปดาห์ และสรุปประเมินผลเมื่อครบกำหนด 3 เดือน


นอกจากนี้ กำหนด 4 มาตรการหลัก ขับเคลื่อน “กรุงเทพ ปลอดภัย” (Safe BKK) 1.สืบสวน ขยายผล และยึดทรัพย์ มุ่งเจาะลึกปราบปรามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายผู้ค้ารายใหญ่ 2.กวาดล้างพื้นที่เสี่ยง ลุยตรวจเชิงรุกสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน เยาวชน และนักท่องเที่ยว 3.เอ็กซเรย์ชุมชน คืนคนดีสู่สังคม ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ค้ารายย่อยในระดับชุมชน พร้อมนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคม และ 4.เชื่อมโยงฐานข้อมูลการข่าว บูรณาการข้อมูลผู้ถูกคุมประพฤติ ผู้พ้นโทษ และผู้ได้รับพักการลงโทษ จากกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์ เพื่อเป็นฐานข่าวในการยกระดับการสืบสวนปราบปรามต่อไป

ด้าน นายปฤณ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ที่มีสถานบริการลักลอบเปิดโดยคนต่างด้าว และมีการมั่วสุมใช้ยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้นทางยาเสพติดมาจากบริเวณชายแดนของประเทศไทย และใช้ไทยเป็นทางผ่าน จึงมียาเสพติดบางส่วนถูกกระจายส่งเข้าพื้นที่ตอนในของกรุงเทพฯ โดยที่กรุงเทพฯ ไม่มีแหล่งผลิตยาเสพติดใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นยาเสพติดเหล่านี้ก็จะถูกนำออกประเทศปลายทาง ส่วนกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในกรุงเทพฯ มักไม่ใช่กลุ่มคนผลิตยาเสพติด แต่เป็นคนที่นำยาเสพติดมากระจายในพื้นที่ปริมณฑล แล้วนำมาพักคอยแพร่ระบาดในกรุงเทพฯ ซึ่งตนก็ได้ประสานงานกับ รอง ผบช.ปส. เรียบร้อยแล้วว่าจะร่วมกันเปิดปฏิบัติการในเร็วๆ นี้ นำโดย ผบก.ปส.1 เพื่อจัดการกับผู้ค้ารายสำคัญรายใหญ่ และจะได้ยึดอายัดทรัพย์สินผู้กระทำความผิดด้วย


ส่วนความคืบหน้าคดีแอร์สาวถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เนื่องด้วยนำพายาเสพติดเฮโรอีน 2 กก. ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าผ้าลายปักช้างไทย ใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง ปัจจุบันยังอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ AFP และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์น ในวันที่ 14 ก.ย.69

โดย นายปฤณ เผยว่า การดำเนินการประสานงานกับทางการออสเตรเลีย ยังเป็นความรับผิดชอบของ ป.ป.ส.(ส่วนกลาง) ที่ได้จัดส่งข้อมูลต่างๆ ให้ทางการออสเตรเลียมาต่อเนื่อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางการออสเตรเลียจะใช้ข้อมูลของทางการไทยไปพิจารณาในคดีของ น.ส.มีนา หรือไม่ เพราะมันเป็นกฎหมายของออสเตรเลีย แต่เราก็ใช้ระยะเวลาช่วงนี้ขยายผลพวกเครือข่ายในประเทศไทย จนจับกุมกลุ่มคนแบ่งหน้าที่กันทำต่างๆ ได้ ทั้งนี้ ทางการออสเตรเลียยังไม่ได้มีการประสานขอข้อมูลอะไรเพิ่มเติมกับ ป.ป.ส.

ด้าน พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 ระบุถึงความคืบหน้ากรณีการติดตามจับกุมตัว น.ส.จันทรา (สงวนนามสกุล) ผู้อยู่เบื้องหลังบัญชี Facebook ชื่อ ”Rose Rose" ซึ่งเป็นผู้ฝากหิ้วสิ่งของซุกซ่อนยาเสพติดกับ น.ส.มีนา โดยตรง ปัจจุบันอยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า ตอนนี้กำลังประสานงานกับทางการต่างประเทศ ส่วนจะได้ตัวมาดำเนินคดีในไทยหรือไม่ อยู่ระหว่างการเจรจาขอตัวผู้ต้องหา แต่ก็ต้องรอดูผลการเจรจาอีกครั้ง ส่วนโปรไฟล์ที่สื่อมีการรายงานกันก่อนหน้านี้ว่า น.ส.จันทรา เป็นถึงลูกสะใภ้ของ พ.อ.จะลอโบ่ นั้น ยืนยันว่า ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันจริง ทั้งนี้ เนื่องด้วยประเทศไทยไม่มี MLAT (พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535) กับประเทศเมียนมาร์ จึงคาดว่าต้องใช้กระบวนการสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยใช้การเจรจาแทน

Back To Top