ออกหมายจับ 'เบน สมิธ-ยิม เลียก' ฟอกเงินข้ามชาติ ซุกหุ้นไทย อายัดทรัพย์กว่า 3.5 หมื่นล้าน
ตำรวจสอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ออกหมายจับ 'เบน สมิธ-ยิม เลียก' พร้อมพวกรวม 7 ราย พบใช้ธนาคารกัมพูชาและกองทุนสิงคโปร์หมุนเงินหลายทอด ก่อนนำกลับมาซื้อหุ้นบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ก.ล.ต. พบพิรุธถือหุ้น VGI เกิน 25% ไม่ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ ขณะที่ ปปง. เตรียมใช้มาตรการทางแพ่งคืนเงินผู้เสียหาย
27 ตุลาคม 2569 - ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมแถลงผลการสืบสวนเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ชาวกัมพูชา ซึ่งพบการนำเงินผ่านระบบธนาคารและกองทุนต่างประเทศ ก่อนย้อนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
พล.ต.อ.อิทธิพลเปิดเผยว่า การสืบสวนพบเส้นทางการเงินที่มีการโอนผ่านบัญชีและกองทุนหลายชั้นในต่างประเทศ เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ก่อนนำกลับเข้าประเทศไทยในลักษณะเงินลงทุนจากต่างชาติ และเข้าถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากการขยายผล เจ้าหน้าที่พบผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรวม 7 ราย โดยมีนายเบน สมิธ อายุ 48 ปี เป็นผู้สั่งการหลัก ขณะที่นายยิม เลียก อายุ 40 ปี ทำหน้าที่ควบคุมธนาคารและกองทุนที่ใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงิน ส่วนบุคคลอื่นมีหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน บริหารกองทุน และประสานธุรกรรมทางการเงิน
ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหา 6 รายแรกอยู่ระหว่างหลบหนีในต่างประเทศ ขณะที่นายณัฐกร อายุ 40 ปี ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานด้านกองทุนและเอกสาร ถูกดำเนินคดีแล้ว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า นายเบนเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี
ต่อมาในปี 2559 นายเบนยังถูกกล่าวหาในคดีหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จนศาลอาญาออกหมายจับ และองค์การตำรวจสากลออกหมายแดง ก่อนที่การสืบสวนครั้งล่าสุดจะพบความเชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ผ่านธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นช่องทางสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินของเครือข่าย
สำหรับรูปแบบการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่พบว่าในระยะแรกมีการใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีบุคคลในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับภรรยาของนายเบนรับและโอนเงิน โดยพบความผิดปกติระหว่างรายได้ที่แจ้งไว้กับปริมาณธุรกรรม รวมถึงเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์
ต่อมาในช่วงปี 2565-2566 เครือข่ายเปลี่ยนมาใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ภายในเวลาไม่กี่วัน
กระทั่งช่วงปี 2567-2568 พบการใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทไปยังกองทุน CAI ในสิงคโปร์ โดยจัดโครงสร้างธุรกรรมให้มีลักษณะคล้ายการลงทุนตามปกติระหว่างสถาบันการเงินกับกองทุนต่างประเทศ
จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสิงคโปร์ (MAS) เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่ชี้ว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากธุรกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายเบนและนายยิม โดยเงินบางส่วนถูกนำกลับเข้ามาถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ตำรวจเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด และตรวจยึดเอกสารเกี่ยวกับการลงทุนและธุรกรรมทางการเงินหลายรายการ ทั้งสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารกองทุน 6 แฟ้ม อุปกรณ์เก็บคริปโตเคอร์เรนซีและอุปกรณ์ยืนยันตัวตนรวม 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน เพื่อนำไปตรวจสอบขยายผล
ด้านการติดตามทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีการยึดและอายัดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงทรัพย์สินประเภทเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 35,000 ล้านบาท โดยบางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง
นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายรวมกว่า 26,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้นบางจาก, VGI และ MFC ตลอดจนทรัพย์สินประเภทอื่น
สำหรับการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ปปง. เตรียมดำเนินการตามมาตรการทางแพ่ง โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเปิดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ ก่อนเสนอศาลแพ่งพิจารณาเฉลี่ยทรัพย์สินคืน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุด
ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI พบความผิดปกติในการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจง (Private Placement หรือ PP) ให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม รวมมูลค่ากว่า 8,850 ล้านบาท
การตรวจสอบพบข้อมูลว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับกลุ่มของนายยิม เลียก น.ส.แคทรียา และ น.ส.สุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน โดยมีการถือหุ้นรวมกันเกิน 25% แต่ไม่ได้รายงานการถือครองหุ้นและไม่ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) ตามที่กฎหมายกำหนด
พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำร่วมกันในการถือครองหลักทรัพย์ หรือ Acting in Concert ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 246 และมาตรา 247
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ บางจาก, VGI และ MFC ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเครือข่ายดังกล่าว โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินเป็นการดำเนินการเฉพาะต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัยเท่านั้น
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน สภาพคล่อง ผลประกอบการ และการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนทั่วไปยังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ ขณะที่ตำรวจ ปปง. และ ก.ล.ต. จะร่วมกันขยายผลเส้นทางการเงินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป.