ศก.ไทยทะยาน3%พลัส
นายกฯ ตรวจความพร้อมเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำการเงินโลก ปลื้มแขกทุกคนรู้จัก ตื่นเต้นรอฟัง "น้องเนเน่" ร้องเพลง “เอกนิติ” ขึ้นเวที IMF–World Bank ชูบทบาทไทยตัวกลางความไว้วางใจ เชื่อมเศรษฐกิจโลกท่ามกลางการแบ่งขั้ว "IMF" ชี้เอไอดันเต็มแรง ขยับเพิ่ม ศก.ไทยโต 2.1% ส่วน "ธปท." เคาะยืนจีดีพี 2.3% ส่งออก-ลงทุนหนุน ขณะที่ขุนคลังมั่นใจทะลุ 3% พลัส ปลื้มต่างชาติชมเปาะ แห่ลงทะเบียน 2 หมื่นคน ลั่นไทยกำลังขึ้นเครื่องบินรอบสอง
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อตรวจเตรียมความพร้อมงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. เวลา 19.30 น. ซึ่งนายกฯ จะเป็นประธานในงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำแก่ รมว.การคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง ที่เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569
โดยเมื่อนายกฯ เดินเข้าไปภายในตึกสันติไมตรี ได้เดินไปยังหน้าเวทีที่กำลังมีการซ้อมดนตรีและร้องเพลงจากวงดนตรีเซราะกราว ซิมโฟนี ออร์เคสตรา วงดนตรีคลาสสิกออร์เคสตราขนาดใหญ่ของจังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ธีม “Thailand Welcome The World” ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม จึงได้สอบถาม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่า "เป็นวงดนตรีจากบุรีรัมย์หรือ" ก่อนที่นายกฯ จะเดินขึ้นไปบนเวทีตรวจดูโน้ตเพลงจากเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ
จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า "ต้องขอบคุณน้องเนเน่ รอยัล (แพรว-รัตติกานต์ อำลอย) ที่มาร่วมงานนี้ เพราะถือว่าน้องเป็นคนดังระดับโลก และเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้นำทางการเงินของโลก ทุกคนรู้จักน้องเนเน่หมดเลย และตื่นเต้นที่รู้ว่าวันที่ 14 ต.ค.นี้น้องเนเน่จะมาเล่นเพลงให้ฟัง ซึ่งน้องเขาตั้งใจเลือกเพลงที่ทุกคนรู้จัก ซึ่งผมก็ฝากไปด้วยว่าถึงอย่างไรก็ต้องเล่นเพลงที่น้องได้แชมป์จากเวที America's Got Talent (AGT) ซีซัน 21 เช่นเพลง Zombie นอกจากนี้ทราบว่ายังมีเพลงไทยคือเพลงซมซาน ของศิลปินเสก โลโซด้วย"
เมื่อถามว่า นายกฯ จะร่วมแจมร้องเพลงกับน้องเนเน่ด้วยหรือไม่ นายอนุทินยิ้มก่อนตอบว่า “โอ้โห ผมดนตรีอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว แค่ฟังก็มีความสุขแล้ว”
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เวลา 13.30 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ว่า โลกปัจจุบันมีการแบ่งขั้วมากขึ้น และกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
โดยด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลผ่านรอยแยก ขณะที่ด้านการเงิน ต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง
สำหรับด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
ชูไทยตัวกลางเชื่อมโลก
“โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง จึงควรมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ” นายเอกนิติระบุ
นายเอกนิติยังได้เน้นย้ำอีกว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ โดยยกตัวอย่างการนำผ้าทอพื้นถิ่น 37 ลวดลายจาก 26 ชุมชนทั่วประเทศไทยมาใช้ตกแต่งแผงดูดซับเสียงภายในห้องประชุม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลก สะท้อนว่าการสร้างความร่วมมือและความเชื่อมั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมโยงถึงประชาชนและชุมชนด้วย เพราะความไว้วางใจที่เข้มแข็งทั้งในระดับโลกและระดับสังคม คือรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่แบ่งขั้ว
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ Bangkok 1991-2026 Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ว่า ปัจจุบันระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง จากการปฏิรูปภาคการเงินของไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอกรอบนโยบายใหม่ๆ เข้าไป โดยเฉพาะการวางกรอบและเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น มีการวางกันชนเพิ่มขึ้น จากการสนับสนุนของภาคการคลัง ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้พยายามเข้ามามุ่งเน้นในเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยให้ได้ก่อน โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการลดหนี้ครัวเรือน การเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และการบริหารจัดการกระแสเงินที่ผิดกฎหมาย (เงินเทา)
“วันนี้ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่นโยบายทั้งภาคการเงินและการคลังจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ต้องเกื้อกูลกัน โดยนโยบายการคลังต้องกำหนดเป้าหมายในการสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนโยบายการเงินนั้นจะต้องสามารถรักษาเสถียรภาพด้านราคา เศรษฐกิจมหภาค การสนับสนุนในมิติต่างๆ ให้มีความทั่วถึง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ” ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
ขณะที่ นางซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการประชุมในหัวข้อ World Economic Outlook ว่า IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.1% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.9% เช่นเดียวกับปี 2570 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.1% ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1% ก่อนจะลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570 โดยประเมินว่าประเทศไทยได้ผ่านพ้นภาวะเงินฝืดแล้ว และมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันต่างๆ อาทิ วิกฤตพลังงาน และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นั้น IMF คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.1% ลดลงจากปีก่อนราว 0.40% ต่อปี ส่วนปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.7% ก่อนจะลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขหนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดข้อกังวลและความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นด้วย ภายใต้ 3 ข้อจำกัดในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจโลก ได้แก่ 1.ข้อจำกัดด้านราคาพลังงานและสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญ 2.ข้อจำกัดด้านการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ และภัยทางไซเบอร์ที่อาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 3.ข้อจำกัดด้านการคลัง จากต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
จีดีพีทะยาน 3% พลัส
วันเดียวกัน นายเอกนิติกล่าวถึงกรณี IMF ได้ปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เพิ่มเป็น 2.1% ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คิดว่าเรายังสามารถทำได้ดีกว่านี้ ผ่านการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในมิติต่างๆ เข้ากับการเชื่อมโยงนโยบายการลงทุนที่จะมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งมั่นใจว่าวันนี้ถ้าเราดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ต่อเนื่องไป จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% พลัส เป็นตัวเลขที่จะพยายามทำให้ได้เห็นเร็วที่สุด
นายเอกนิติยังกล่าวถึงภาพรวมการจัดการประชุมครั้งนี้ว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานจากทั่วโลกแล้วเกือบ 20,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงที่สุดตั้งแต่เคยมีการจัดประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings มา ขณะที่ทั้ง IMF และธนาคารโลก ได้กล่าวชื่นชมการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย ซึ่งมีการบริหารจัดการที่ดีมาก และเป็นมาตรฐานสากล สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรการเงินระหว่างประเทศ และประเทศต่างๆ ที่ยืนยันกับตนว่าอยากจะกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน
“ก้าวหนึ่งคือการที่เราได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank Group และที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตได้ดีขึ้นเยอะมาก แต่เราโตเกินตัว จนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 วันนี้เราได้ถอดบทเรียนและเอาบทเรียนวิกฤตครั้งที่แล้วมาทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และสิ่งที่สำคัญคือเราได้โชว์ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งเหมือนว่าประเทศไทยกำลังขึ้นเครื่องบินรอบที่ 2 และเราจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและเติบโตที่รวมถึงคนไทยด้วย” นายเอกนิติระบุ
ส่วนนายวิทัยเปิดเผยว่า ธปท.ยังคงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ที่ 2.3% ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.2% ซึ่งถือว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ยังมีความสามารถในการฟื้นตัวค่อนข้างดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 17-18% ขณะที่ภาคการลงทุนคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 13% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งที่ดีที่ช่วยให้ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
“ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่เรื่องที่จะออกโครงการช่วยเหลือเพียงโครงการเดียวแล้วจบได้ โดยปัจจุบัน ธปท.ไม่เพียงแค่ดูเรื่องนโยบายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังได้ขยายบทบาทเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้วย เพราะเราเชื่อว่ามันจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยได้ ช่วยให้คนกินดีอยู่ดีขึ้นได้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดีขึ้นได้ ซึ่งทั้งหมดคือแนวทางของ ธปท. และยังเชื่อว่าประเด็นนี้ยังควรให้ความสำคัญ และต้องร่วมมือกันในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของโครงสร้างอย่างจริงจัง” ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ.