ดาวโจนส์ปิดลบ 272 จุด จ้างงานสหรัฐพุ่ง 1.62 แสน ดันคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้
โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI.X) ปิดที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด หรือ 0.51% ดัชนี S&P 500 (SP500.X) ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด หรือ 0.38% และดัชนี Nasdaq (NASDAQ.X) ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด หรือ 0.29%
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตลาดปิดลดลง ท่ามกลางแรงขายในวงกว้างก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ขณะที่ภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีทั้ง 3 แทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานนอกภาคเกษตรจำนวน 162,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 56,000 ตำแหน่งเกือบ 3 เท่า ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมได้รับการปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้
แม้การจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ตลาดมองว่าข้อมูลดังกล่าวอาจเปิดทางให้เฟด ซึ่งให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินเดือนนี้
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามขยายตัวไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในวงกว้างและฝังรากลึกมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงและอาจสร้างแรงกดดันต่อระดับราคา
นักวิเคราะห์รายหนึ่งประเมินว่า ตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนที่ผ่านมา และการปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีความร้อนแรงอยู่บางส่วน
นักลงทุนจะได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อมากขึ้นในสัปดาห์หน้า จากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณานโยบายการเงินของเฟด
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนัก 58.4% ต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.4% เมื่อวันพฤหัสบดี
สำหรับการเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ทั้ง 11 กลุ่ม พบว่าหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและบริการผู้บริโภค (Consumer Discretionary) ปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขยับขึ้นเล็กน้อย
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 3.4% ในวันศุกร์ แต่ยังลดลง 17.8% ในไตรมาสนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งเพิ่มขึ้น 24% ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับปรับตัวแย่ที่สุดในวันศุกร์ โดยลดลง 2.1%
หุ้น Lululemon Athletica ร่วงลง 17.4% หลังบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ากีฬาปรับลดประมาณการรายได้และกำไรตลอดทั้งปี ขณะที่หุ้น Adobe ลดลง 6.7% หลังบริษัทประกาศว่า Shantanu Narayen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งดำรงตำแหน่งมายาวนาน จะส่งต่อตำแหน่งให้แก่ Anil Chakravarthy ผู้บริหารภายในบริษัท