สมาคมชาวไร่มันฯ-สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน ชงภาครัฐดันแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปี

สมาคมชาวไร่มันฯ-สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน ชงภาครัฐดันแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปี 2569-2573

หวั่นเลิกชดเชยกองทุนน้ำมัน ฉุดเอทานอลร่วง-กระทบการรับซื้อวัตถุดิบห่วงโซ่การผลิตสะดุด

สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังและสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน หวั่นมาตรการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ มีผลการสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ย. 2569 จุดชนวนวิกฤตเอทานอลล้นตลาด หลังโครงสร้างราคา E20 ไร้แรงจูงใจ ดึงความต้องการใช้ของประชาชนดิ่ง กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบมันสำปะหลังและอ้อยวูบ รวมทั้งกระทบต่อความมั่นคงรายได้ของเกษตรกร ชงภาครัฐเร่งวางกรอบแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานปี 2569-2573 ชูการเปลี่ยนผ่านจาก 'กองทุนเพื่อพยุงราคา' ไปสู่ 'ระบบสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่'หนุนความยั่งยืนให้เกษตรและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย

อุตสาหกรรมเอทานอลนับเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงภาคเกษตรกับภาคพลังงานของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเป็นตลาดรองรับผลผลิตหลักของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยด้านอุปสงค์และโครงสร้างต้นทุนการผลิต แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาความผันผวนของราคาน้ำมันจะช่วยหนุนปริมาณการใช้ E20 ให้เพิ่มขึ้นในบางช่วง แต่ในภาพรวมอุตสาหกรรมเอทานอลยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรง

ล่าสุด มาตรการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด อาจส่งผลให้กลไกการอุดหนุนไบโอดีเซลสิ้นสุดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างราคาทั้งกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอลในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ซึ่งรวมถึง E20 ที่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหลักที่ผู้บริโภคกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคลใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหากไม่มีเงินชดเชยรองรับ ส่วนต่างราคาระหว่าง E20 กับน้ำมันเบนซินทั่วไปอาจลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อแรงจูงใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในระยะถัดไป

นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และนายสิทธิบูรณ์ รัชตะสุวิโรจน์ ประธานสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน ในฐานะแกนหลักที่รวมตัวแทนเกษตรกร เร่งเดินหน้าผลักดันให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจนในช่วงปี 2569-2573 เพื่อป้องกันความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรของไทยที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง เพราะหากความต้องการเอทานอลในประเทศลดลงอย่างรุนแรง ย่อมส่งผลต่อเนื่องให้ราคาและโควตาการรับซื้อมันสำปะหลังปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร และส่งผลไปสู่การสูญเสียเสถียรภาพของอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งระบบในระยะยาว รวมทั้งอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพให้เป็นแหล่งพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "สิ่งที่เกษตรกรกังวลไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดมาตรการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่คือความไม่ชัดเจนของมาตรการที่จะเข้ามารองรับ หากส่วนต่างราคา E20 ไม่สามารถจูงใจผู้บริโภคได้ ความต้องการใช้เอทานอลอาจลดลง และส่งผลต่อเนื่องไปถึงปริมาณการรับซื้อและราคามันสำปะหลัง รวมถึงความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ก่อนที่มาตรการเดิมจะสิ้นสุดลง"

ทั้งนี้ตัวเลขปริมาณการผลิตเอทานอลจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งอ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันการใช้เอทานอลอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งหากภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับทดแทน จะยิ่งทำให้ปริมาณการใช้เอทานอลจริงให้ต่ำกว่าระดับ 3.5 ล้านลิตรต่อวันในปัจจุบัน ซ้ำเติมภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งภาครัฐวางกรอบแนวคิดขับเคลื่อน "น้ำมัน E20" ให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ ถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ ดังนั้นหากวันนี้ประเทศของเรายังต้องการความมั่นคงด้านพลังงาน วัตถุดิบและเศรษฐกิจฐานราก ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรต้องออกแบบตลาดใหม่ร่วมกัน การเปลี่ยนผ่านจึงควรเป็นจาก 'กองทุนเพื่อพยุงราคา' ไปสู่ 'ระบบสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่' ที่ทำให้มันสำปะหลังไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

นายสิทธิบูรณ์ รัชตะสุวิโรจน์ ประธานสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่าในฐานะตัวแทนชาวไร่อ้อย ภาครัฐควรเร่งกำหนดนโยบายด้านเอทานอลและการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ให้มีความต่อเนื่องและชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม วางแผนการผลิต การลงทุน และบริหารจัดการวัตถุดิบในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอ้อยเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอทานอล พลังงานชีวภาพ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย หากตลาดเอทานอลถูกลดทอนลง โดยไม่มีตลาดหรือกลไกใหม่มารองรับ จะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ความต้องการใช้วัตถุดิบ การรับซื้ออ้อยของโรงงาน ปริมาณและต้นทุนการผลิต ไปจนถึงราคาอ้อยและรายได้ของชาวไร่อ้อย

"หากรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ การจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปี 2569-2573 ควรกำหนดเป้าหมายด้านเอทานอลและ E20 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างตลาดพลังงานชีวภาพที่มีความแน่นอน เช่นเดียวกับประเทศบราซิลและอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ ที่ได้วางกรอบและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และเอทานอลเป็นแผนระยะยาว พร้อมทั้งปรับนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงาน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยเองก็ควรมีความชัดเจนในทิศทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน และควรเปิดโอกาสให้ตัวแทนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถปรับตัว เดินหน้า และเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน" นายสิทธิบูรณ์ กล่าว


Back To Top