Cover Image

สตง.ขยายผลไทยพีบีเอส! ยอดชดใช้พุ่ง 230 ล้าน “วันชัย-วิลาสินี”ติดโผ

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • การเมือง 
  • ข้อเขียน-บทความ-บทวิเคราะห์ 
  • สตง.ขยายผลไทยพีบีเอส! ยอดชดใช้พุ่ง 230 ล้าน “วันชัย-วิลาสินี”ติดโผ

    เผยแพร่: 11 ต.ค. 2569 15:31   ปรับปรุง: 11 ต.ค. 2569 15:31   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    วันนี้เรามาตามกันต่อ เรื่อง“ไทยพีบีเอส” หรือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ก่อนหน้านี้ มีประเด็นเรื่องการใช้จ่ายเงินในการผลิตรายการ การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และแขกรับเชิญ ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้าไปตรวจสอบแล้ว พบข้อบกพร่อง จนมีการเรียกให้ชดใช้ความเสียหายเป็นเงินกว่า 85 ล้านบาท

    ล่าสุดเรื่องนี้มีความคืบหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว!

    สำนักข่าว Next News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากสตง. ว่า ผลการตรวจสอบ มีการปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจะส่งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการไปยัง ไทยพีบีเอส โดยยอดเงินที่ให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันชดใช้ความเสียหาย ซึ่งเดิมอยู่ที่ 85,222,935 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 230,204,470 บาท หรือ ประมาณ 230.20 ล้านบาท!

    จาก 85 ล้าน กลายเป็น 230 ล้านเลยนะ ตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเกือบ 145 ล้านบาท เรื่องนี้จึงต้องติดตามกันต่อว่า รายละเอียดความเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้น มีอะไรบ้าง และผู้เกี่ยวข้อง จะชี้แจงอย่างไร

    ที่สำคัญ ไม่ใช่มีแค่ชื่อของ “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส คนปัจจุบันเท่านั้น


    รายงานของ Next News ยังระบุว่า มีชื่อของ “รองศาสตราจารย์วิลาสินี พิพิธกุล” อดีตผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส รวมอยู่ในกลุ่มผู้บริหารที่ สตง. แจ้งให้ดำเนินการทางวินัยด้วย ขณะที่พนักงาน หรือลูกจ้างอีก 10 ราย ยังอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยตามรายงานดังกล่าว

    วิลาสินี พิพิธกุล
    ทีนี้เรามาดูว่า สตง. ตรวจพบปัญหาอะไรบ้าง

    ตามรายงานของ Next News มีประเด็นสำคัญอยู่ 3 เรื่อง

    เรื่องแรก คือ การไม่จัดทำระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนพิธีกร และแขกรับเชิญ ทั้งที่ระเบียบการเงิน การบัญชี และการงบประมาณของไทยพีบีเอส กำหนดให้ต้องมีหลักเกณฑ์รองรับ

    เรื่องที่สอง คือ การอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยสตง.เห็นว่า ไม่มีข้อกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน


    และเรื่องที่สาม คือ การอนุมัติจ้างผลิตรายการข่าวรายการหนึ่ง ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่ง สตง.เห็นว่าดำเนินการไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    นี่แหละคือประเด็นที่ต้องขยายความให้ประชาชนเข้าใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ใครได้รับเงินค่าตอบแทนเท่าไร แต่ยังมีคำถามว่า องค์กรมีหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้จ่ายหรือไม่ ใครเป็นผู้อนุมัติ และการอนุมัติเหล่านั้น มีระเบียบรองรับอย่างไร
    เมื่อมีการใช้เงินขององค์กรสาธารณะ คำถามเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนมีสิทธิจะถาม

    ทีนี้มาถึงประเด็นที่สำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเลข 230 ล้านบาท ...นั่นก็คือ ท่าทีของ “ไทยพีบีเอส” ต่อการตรวจสอบจากภายนอก
    ที่ผ่านมา เมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “ไทยพีบีเอส” เรามักได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับสถานะของการเป็นสื่อสาธารณะ ความเป็นอิสระ และการไม่ควรถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

    ตรงนี้ว่ากันแฟร์ๆ ก็ต้องแยกออกจากกันให้ชัด ว่า ความเป็นอิสระของสื่อ กับความรับผิดชอบในการใช้เงิน เป็นคนละเรื่องกัน
    ประชาชนไม่ได้จำเป็นว่า ต้องการให้ใครเข้าไปสั่ง “ไทยพีบีเอส” ต้องนำเสนอข่าวแบบไหน ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้าไปควบคุมเนื้อหาข่าว และไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบทุกครั้ง จะต้องแปลว่าผู้บริหารทุจริต

    แต่ประชาชนต้องการรู้ว่า เงินที่องค์กรได้รับไปนั้น ถูกใช้จ่ายอย่างไร มีระบบควบคุมที่เหมาะสมหรือไม่ และเมื่อหน่วยงานตรวจสอบพบข้อบกพร่องแล้ว ผู้บริหารจะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างไร ไม่ใช่ไปลากเอาประเด็นการเมืองมาตอบโต้

    เพราะ “ไทยพีบีเอส” ไม่ใช่องค์กรที่ทำงานอยู่โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ

    ยิ่งเป็นสื่อสาธารณะ ความโปร่งใสก็ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความน่าเชื่อถือขององค์กร ไม่ได้เกิดจากการบอกว่าตัวเองเป็นสื่อที่เป็นอิสระเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการแสดงให้ประชาชนเห็นด้วยว่า องค์กรมีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
    คราวนี้ลองมาดูตัวเลขอีกชุดหนึ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นเหมือนกัน

    ตามรายงานที่เรากำลังพูดถึง สตง. ตรวจสอบการใช้จ่าย ในช่วงปีงบประมาณ 2565 ถึง 2568 รวมวงเงินประมาณ 5,094.56 ล้านบาท

    เฉลี่ยแล้วก็อยู่ที่ประมาณ ปีละ 1,274 ล้านบาท สำหรับวงเงินที่อยู่ในการตรวจสอบชุดนี้ ไม่ใช่ตัวเลขรายรับทั้งหมดขององค์กรในแต่ละปี

    ส่วนเงินที่ “ไทยพีบีเอส” ได้รับจากแหล่งรายได้ตามกฎหมายในแต่ละปี และตัวเลขงบประมาณที่ประชาชนพูดถึงว่ามากกว่า 2,000 ล้านบาทนั้น ต้องนำงบการเงินฉบับเต็ม มาเทียบกันให้ชัดอีกที

    เพราะฉะนั้น คำถามที่อยากฝากไว้ก็คือ “ไทยพีบีเอส” ควรเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายให้ประชาชนเข้าใจได้มากกว่านี้ หรือไม่ ?

    เงินที่นำไปผลิตรายการข่าว รายการสารคดี และรายการบันเทิง ใช้ไปกับอะไรบ้าง มีหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนพิธีกร และแขกรับเชิญอย่างไร มีการประเมินหรือไม่ว่า เงินที่ลงทุนผลิตรายการไปนั้นสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากน้อยเพียงใด ?

    และถ้าองค์กรมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับในปีใดปีหนึ่งจริง ส่วนต่างนั้นมาจากไหน เป็นการนำเงินสะสมมาใช้ หรือมีแหล่งเงินอื่นรองรับ หรือมีภาระผูกพันที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ?

    เรื่องนี้ต้องดูงบการเงินประกอบกัน เพราะการขาดทุน หรือมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า องค์กรนำเงินของปีถัดไปมาใช้ แต่ประชาชนมีสิทธิที่จะถาม และควรได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน

    สุดท้ายนี้ ตามรายงานของ Next News ระบุว่า สตง. ได้ส่งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ “ไทยพีบีเอส” ยังไม่ได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าว ณ เวลาที่รายงานเผยแพร่ ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าต่อไปว่า องค์กรจะรับทราบ ชี้แจง หรือ ดำเนินการอย่างไร

    อยากย้ำอีกครั้งตรงนี้ว่า สังคมไม่ควรตัดสินใครล่วงหน้าก่อนกระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรเอาคำว่า เป็นสื่อสาธารณะ หรือ เป็นองค์กรอิสระ มาเป็นเหตุให้คำถามเรื่องการใช้เงินต้องหยุดลง

    เพราะเงินที่ใช้ดำเนินงาน ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ มีเอกสารตรวจสอบ และมีผู้รับผิดชอบ

    ความเป็นอิสระของสื่อ ไม่ได้หมายถึงอิสระจากการตรวจสอบทางการเงิน!

    ถ้า “ไทยพีบีเอส” ต้องการรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน วิธีการที่ถูกต้องก็คือ การเปิดเผยข้อมูล ชี้แจงข้อสงสัย และแสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่สตง. ตรวจพบ จะได้รับการชี้แจง แก้ไขอย่างไร

    คำถามสุดท้าย จึงไม่ใช่หยุดแค่ว่า ใครจะต้องชดใช้เงิน 230 ล้านบาท แต่คือองค์กรจะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เงินที่ใช้ไปทุกบาททุกสตางค์ มีหลักเกณฑ์รองรับ ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

    Back To Top