อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23) - มติชนสุดสัปดาห์

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง
: พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
หนังสือ Quest for Peace (2490) ของพระสารสาสน์ฯ ที่เขาเขียนขึ้นภายหลังสงครามจบสิ้นลงแล้ว และพ้นจากข้อหาเป็นอาชญากรสงครามกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง
ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้กลั่นเอาประสบการณ์การเคยอยู่ในสังคมไทยและญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และความรู้ของเขามานำเสนอ
ยังมีแง่มุมที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างการเมืองระหว่างประเทศ สังคม และจิตวิทยาของมนุษย์เพื่อให้เกิดสันติภาพ

ทบทวนอดีตมองไปยังอนาคต
ดูเหมือนว่าพระสารสาสน์ฯ เขียนคำนำไว้เป็นประหนึ่งคำสารภาพของอดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามไว้ว่า “หนังสือเล่มเล็กนี้ไม่ได้เสแสร้งว่าเป็นงานวิจัย บทอรรถาธิบาย ทฤษฎี หรือบทความวิชาการ และไม่ได้อ้างว่าเป็นผลงานอันเปี่ยมด้วยความรอบรู้อันลึกซึ้ง
ข้าพเจ้าเพียงแต่เปล่งความคิดที่อยู่ลึกที่สุดในใจออกมาอย่างสุดเสียง โดยมีแรงขับเคลื่อนมาจากความรักในสันติภาพและความสะพรึงกลัวต่อสงคราม…
การที่ข้าพเจ้าได้มีชีวิตผ่านการฆ่าฟันสังหารหมู่ครั้งใหญ่ถึงสามครั้งครา ต้องทนทุกข์ทรมานและพบเห็นความทุกข์ยาก สายตาของข้าพเจ้าจึงหันกลับมาจับจ้องที่ปัญหาของสงครามเป็นธรรมดา
นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมคลังความคิดของความแตกต่างระหว่างความแน่นอนกับความประหลาดใจ ในความมีชัยกับความหวาดหวั่น และในชัยชนะกับความพ่ายแพ้”
เขารำพึงรำพันความรู้สึกต่อไปว่า “ความคิดที่ระบุไว้ในหนังสือเล่มเล็กนี้อาจไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ถึงกระนั้น สิ่งเหล่านี้อาจปลุกความสนใจโดยทั่วไปในหมู่ผู้นำทางการเมือง ผู้ที่ไม่บูชาเทพแห่งสงครามเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ไม่มีทั้งอนาคตหรืออดีต มีเพียงปัจจุบันกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด”
เขาหวังว่า “พวกเราคงจะล้มเหลว และล้มเหลวอย่างย่อยยับ หากมหันตภัยแห่งการเข่นฆ่าสังหารแบบเดียวกันนี้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และนำพาความโหดร้าย ทารุณ ความป่าเถื่อน และความไร้อารยธรรมชุดเดิมกลับมา เพื่อทำหน้าที่ในส่วนเล็กๆ ของข้าพเจ้า”
“ข้าพเจ้าจึงรับภาระในการพิสูจน์ว่า สงครามนั้นเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และหลีกเลี่ยงได้เพียงแค่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งปวงให้เป็นอิสระ”

การสร้างระเบียบโลกใหม่หลังสงคราม
พระสารสาสน์ฯ วิเคราะห์ว่าปัญหาความขัดแย้งของโลกเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับศีลธรรม เขาเห็นว่า โลกปัจจุบันคือโลกแห่งวัตถุและวัตถุนิยม ในขณะที่โลกทางจิตวิญญาณนั้นล้าหลังอยู่มาก เขาเห็นว่า แม้นวิทยาศาสตร์มอบพลังอำนาจราวกับพระเจ้าให้แก่เรา แต่เรากลับยังมีหัวใจที่ดุร้ายเหมือนสัตว์ป่า (Phra Sarasas, 1947, 13)
เขาเน้นย้ำว่าเราไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะมันคือรากฐานของอนาคต ดังที่เขาเขียนไว้ สำหรับข้าพเจ้า อดีตต้องรับผิดชอบต่อปัจจุบัน และปัจจุบันต้องรับผิดชอบต่ออนาคต (Phra Sarasas, 9)
สำหรับหนทางในการสร้างระเบียบโลกใหม่ และการจัดการกับต้นตอของความขัดแย้งในระดับโครงสร้างการเมืองระหว่างประเทศนั้น เขาเสนอว่า
1. ความจำเป็นของการแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรมและอธิปไตยโดยสหประชาชาติ
เขานำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยมาก ดังข้อเสนอความคิดเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจของรัฐเพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคลไว้ดังนี้
เขาเห็นว่า อธิปไตยของชาติไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังอาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติ และสหประชาชาติต้องมีสิทธิ์ในการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐใดก็ตามที่มีการเหยียบย่ำสิทธิมนุษยชนในรัฐนั้น (Phra Sarasas, 51)
2. ความจำเป็นที่ต้องใช้การศึกษาทำลายอคติความคิดของผู้คนในโลก
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ความเกลียดชังระหว่างชาติเกิดจากการปลูกฝังความรู้ความจริงที่ผิดพลาด
เขาเสนอว่า หากโลกยอมให้ “ความจริง” และ “เสรีภาพทางข้อมูล” มีการไหลเวียนอย่างเสรีจะมีผลให้สงครามเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยการส่งเสริมการไหลเวียนที่เสรีของข่าวสารและความคิดเห็น…
วิธีการนี้เป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้สามัญสำนึกของประชาชนเสื่อมถอยลง จนนำไปสู่การสนับสนุนสงครามดุจดังที่ผ่านมา (Phra Sarasas, 9, 21)
เมื่อใดที่ข้อมูลข่าวสารเป็นอิสระ… ระบอบเผด็จการจะทำสิ่งต่างๆ อย่างยากลำบากที่สุด และระบอบเผด็จการที่มีความมุ่งปรารถนาก่อสงครามจะร่วงหล่นลงมาเหมือนดาวตกที่ลากเอาความมุ่งหมายก่อสงครามจมลงธรณีไปด้วย (Phra Sarasas, 53)
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้การศึกษาในการทำลายอคติและเส้นแบ่งความแตกต่างระหว่างชาติ ตามที่เขาเสนอว่า สงครามไม่ได้เกิดมาในหัวใจของมนุษย์โดยธรรมชาติ แต่ถูกใส่เข้าไปในหัวจิตหัวใจด้วยการศึกษาที่ผิดพลาดและการโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นพิษ
การจะมีสันติภาพได้ เราต้องมีสันติภาพจากภายในจิตใจด้วยการถอดบทเรียนจากอคติทางชาตินิยมเสียก่อน เพื่อให้เข้าใจว่าเราทุกคนคือสมาชิกของครอบครัวมนุษยชาติเดียวกัน
สำหรับเขาแล้ว สันติภาพไม่ใช่เพียงการปราศจากสงคราม แต่เป็นคุณธรรมที่เกิดจากความเข้มแข็งของอุปนิสัยของมนุษย์ (Phra Sarasas, 11, 17)
3. วิสัยทัศน์เรื่องรัฐบาลโลก
เขาเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่ผ่านมาเกิดจากการพยายามยุติความขัดแย้งด้วยใช้กำลังจากชาติต่างๆ จนความขัดแย้งบานปลาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอว่า วิธีเดียวที่จะยุติภาวะอนาธิปไตยระหว่างประเทศ คือการจัดตั้งสหพันธรัฐโลกที่มีสภานิติบัญญัติเดียวและกองกำลังเดียว (Phra Sarasas, 39)

กล่าวโดยสรุป ในหนังสือเล่มนี้ของพระสารสาสน์ฯ มีแนวคิดที่ล้ำสมัยเมื่อเทียบกับบริบทในช่วงหลังสงครามโลก หนังสือเล่มนี้เสนอให้รื้อโครงสร้างโลกใหม่ เพื่อกำจัดต้นตอของสงครามอย่างยั่งยืนใน 3 มิติหลักไปพร้อมกัน
เขามองว่า “ข้อมูล” คืออาวุธที่มีพลังสูงสุด แทนที่จะเสนอให้ใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อรักษาสันติภาพ แต่เขากลับมองว่า “เสรีภาพของข้อมูลข่าวสาร” ต่างหากคือหัวใจสำคัญในการรักษาสันติภาพ
เขาเชื่อว่าระบอบเผด็จการอยู่ยั้งยืนยงได้ด้วยการปิดบังความจริง เมื่อใดข้อมูลมีความเป็นอิสระ เมื่อนั้นประชาชนย่อมรับทราบความจริง พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมรับสงครามได้เลย
เขาเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง “โลกาภิวัตน์” ที่มาก่อนกาลเวลา ในยุคที่แต่ละประเทศยังยึดติดกับอธิปไตยของรัฐตนเองอย่างเข้มงวด เขากลับเสนอแนวคิดที่คล้ายกับ “รัฐบาลโลก” หรือ “เขตเศรษฐกิจเดียว” เช่น การมีสกุลเงินเดียว มีธนาคารกลางโลก การทำให้ทุกประเทศเป็นท่าเรือเสรี เพื่อลดความขัดแย้งในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
สำหรับการเปลี่ยน “อธิปไตย” ให้กลายเป็น “ความรับผิดชอบ” นั้น เขาเสนอแนวคิดที่ท้าทายมากว่า อธิปไตยของชาตินั้นไม่ควรอยู่เหนือสิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเป็นรากฐานของหลักการแทรกแซงเพื่อปกป้องมนุษยธรรมโดยองค์กรระหว่างประเทศ
ดูเหมือนว่า หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นร่องรอยของการตกผลึกทางความคิดสันติภาพ ที่กลั่นมาจากประสบการณ์ที่จริงใจของอดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงคราม นามพระสารสาสน์พลขันธ์

